Wednesday, September 28, 2011

คำเตือนบนพื้นถนนนักลงทุน

เวลาขับรถบนไฮเวย์ พอเริ่มเข้าใกล้ย่านชุมชน ถ้าสังเกตบนพื้นถนน เราจะมองเห็นอักษรตัวโต ๆ สามคำ ตอนขับผ่านแต่ละคำจะมีเสียงยางรถยนต์บดกับรอยขีดหยาบๆบนถนนดัง พรวด พรวด พรวด เราก็จะรู้สึกตัวว่าต้องเริ่ม
"ลด" "ความ" "เร็ว"

ในช่วงนี้ขณะขับรถบน "ถนนนักลงทุน" ผมได้ยินเสียง พรวด พรวด พรวด พร้อม ๆ กับกับการเห็นอักษรตัวโต ๆ บนพื้นถนน ซึ่งอ่านได้ใจความว่า

"ลด" "ความ" "เสี่ยง"

ครับ

====================================================================
ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่ facebook.com/thstockinvest twitter.com/thstockinvest

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"

Monday, September 26, 2011

ข้อสังเกต วอลลุ่ม พีค ราคา พีค ในกราฟ SET รายสัปดาห์



วันนี้นับวันที่นักลงทุนบ้านเราและทั่วโลกประสบกับเหตุการณ์ panic sell มากกว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2011 ที่ผ่านมาเสียอีก (ผมได้ขายหุ้นทั้งหมดออกไปเมื่อวันศุกร์นั้นเอง) ที่ว่าต่ำแล้วยังต่ำได้อีก มาวันนี้หลังจากตลาดหลักทรัพย์ปิดตัวลง ผมได้เข้าตรวจสอบกราฟรายสัปดาห์ของ SET หลังจากที่ได้เปลี่ยนมุมมองมาเป็นทางขาลงแล้วได้เห็นข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมองไม่เห็นเพราะมีอคติมาบังตา นั่นคือปริมาณการซื้อขายที่ทำจุดสูงสุดมาแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เห็นได้ชัดเจนจาก เส้นค่าเฉลี่ยของปริมาณซื้อขาย (เส้นสีน้ำเงิน) จุดที่ปริมาณการซื้อขายสูงสุดนี้ ตรงกับจุดที่ SET ขึ้นสูงสุด ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของคุณวิชัย  วชิรพงศ์ที่ว่า "ท่องเอาไว้เลย วอลลุ่มพีค คือ ราคาพีค และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว รีบาวด์ แต่ไม่ทำ นิวไฮ ใหม่...มันต้องลง" นอกจากนี้ยังมีข้อคิดอื่น ๆ อีกที่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ได้แก่ 
  • "ในการเล่นหุ้นให้ชนะตลาด เราต้องพายเรือตามน้ำ อย่าพายเรือทวนน้ำ เพราะการ ฝืนกระแส จะทำให้เรา เสี่ยงสูง ที่จะขาดทุน"
  • "วิธีการเอาตัวรอด ในช่วงที่ต้องเผชิญกับ วิกฤตการณ์ ทางเดียวที่จะทำให้เรา รอด คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต
  • "กรณีที่หุ้นจะปรับตัว ลงแรง วอลลุ่มมักจะทำ พีค ก่อน ให้สังเกตว่า รายย่อยจะแห่เข้าใส่ แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัว มันจะ ลงลึก"
  • "เฮียประธาน เขาเป็นเจ้าของคอร์ทแบดมินตัน อยู่แถวถนนบางรัก ฉายาเขา คือ พญาอินทรี ถ้าวันไหนที่พวกเรา เละ หรือ เจ๊ง กันหมด เขาจะบินมาเลย...เขาจะมาซื้อหุ้น"
  • "วิธีการลงทุนแบบ แวลูอินเวสเตอร์ ส่วนตัวมองว่า มันเสี่ยง บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมา แต่เมื่อไรล่ะ!! ถ้าคุณไม่ Cut Loss ตอนหุ้นลง มันเสียโอกาส"
ยังมีข้อคิดอื่น ๆ อีก ดูเต็ม ๆ ได้ ที่นี่  กราฟที่นำมาเป็นข้อสังเกตเป็นการมองโลกในแง่ร้ายนะครับ เพื่อนนักลงทุนพิจารณาดูดี ๆ ครับ



====================================================================
ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่    facebook.com/thstockinvest    twitter.com/thstockinvest 

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"

Friday, September 23, 2011

แอพช่วยคำนวณ DCF บนมือถือ Android

เพื่อน ๆ ที่ใช้มือถือ android ผมขอแนะนำให้ติดแอพ Financial Calculators (BiShiNews) ไว้ครับ มีประโยชน์สารพัด คำนวณดอกเบี้ยทบต้น มูลค่าเงิน ณ เวลาต่างๆ ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ที่สำคัญคำนวณมูลค่าหุ้นที่แท้จริงแบบคิดลดกระแสเงินสดระยะเวลา 10 ปี แบบที่ Mohnish Pabrai พาทำในหนังสือนักลงทุนดันโดได้สะดวกมากครับ ว่าง ๆ ผมจะพาทำในกรณีของหุ้นไทยครับ ตอนนี้โหลดจาก android Market (ฟรี) มาติดตั้งรอไว้ก่อนได้เลยครับ 


http://market.android.com/details?id=com.financial.calculator&hl=en


ใน screen shot ข้างล่าง ROI Calculator เอาไว้หาว่าเงินลงทุนตอนเริ่มต้น เปลี่ยนไปเป็นเงินคงเหลือยอดสุดท้าย คิดเป็นกี่ % ทบต้น ส่วน NPV Calculator เอาไว้หา DCF คิดลดค่ากระแสเงินสดในอนาคตมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (net present value)  





====================================================================


ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่    facebook.com/thstockinvest    twitter.com/thstockinvest 



เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"

Thursday, September 22, 2011

เกิดอะไรขึ้นเมื่อสัญญาณ RSI ของ SET แตะระดับ 30% ?

          วันนี้นับวันที่นักลงทุนบ้านเราและทั่วโลกประสบกับเหตุการณ์ panic sell อีกครั้ง หลังจากตลาดหลักทรัพย์ปิดตัวลง ผมได้เข้าตรวจสอบกราฟรายวันของ SET พบข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจเลยนำมาแชร์เพื่อนนักลงทุนดูกันครับ ในช่วงหนึ่งเดือนมานี้ สัญญาณ RSI ของ SET ได้ลงมาเลียบเคียงบริเวณขอบบนของย่านขายมากเกินไป (oversold) โดยพยายามลงมาแตะระดับ RSI 30% สองครั้ง ทั้งสองครั้งลงมาเกือบแตะแล้วก็เด้งกลับไปที่ 50%  วันนี้มีความพยายามครั้งที่สาม และ RSI ก็ได้ลงมาแตะ 30% เป็นที่เรียบร้อย และพรุ่งนี้อาจจะลงล้ำลงไปอีกนิดหน่อย ผมลองกวาดสายตาดูว่าในรอบสองปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับ SET หลังจากที่ RSI ได้ลงมาแตะ 30% แล้ว โดยการลากเส้นแนวตั้งสีเหลืองตามจุดต่าง ๆ ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ขอเชิญเพื่อนนักลงทุนพิจารณาดูได้เลยครับ




SET daily chart as of 22 September 2011



====================================================================
ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่    facebook.com/thstockinvest    twitter.com/thstockinvest 

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"



IVL ที่ 33 บาท ควรเข้าไปเก็บสะสมเพื่อลงทุนได้หรือยัง ?


          มีเพื่อนนักลงทุนถามผมว่า ได้อ่านชำแหละพื้นฐานหุ้น IVL ที่ผมทำเอาไว้แล้ว อยากทราบว่า ที่ราคา 33 บาท ควรเข้าเก็บได้หรือยัง ? ผมจะไม่ขอตอบว่าเข้า หรือไม่เข้านะครับ แต่ให้เพื่อน ๆ พิจารณาข้อมูลกันเอาเอง ตามที่ผมเคยหามูลค่าที่แท้จริงของ IVL ด้วยข้อมูลที่ยังไม่รวมผลประกอบการ 2011Q2 ด้วยวิธีการ DCF โดยประเมินแนวโน้มผลประกอบการด้วย data regression (เอากระแสเงินสดในอนาคตจากนี้เป็นเวลาร้อยกว่าปี มาคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันเทียบกับอัตราผลตอบแทน 9%) ได้มูลค่าที่แท้จริง 93 บาท ต่อมาผมได้อ่าน Dhundho Investors ของ Mohnish Pabrai ได้ความรู้เพิ่มว่าไม่ควรประเมินแนวโน้มกระแสเงินสดของกิจการไปในอนาคตเกิน 10 ปี และในปีสุดท้าย ให้สมมุติว่า เราได้ขายบริษัททิ้งไปทั้งหมดในราคาเท่ากับ 10-15 เท่าของกระแสเงินสดในปีที่ 10 นั้น ผมกำลังจะปรับปรุงวิธีการหามูลค่าที่แท้จริงตามที่ Monish Pabrai แนะนำนี้ โดยเอามารวมกับ data regression ที่ผมคิดเอามาประยุกต์ใช้ในการหามูลค่ากิจการที่แท้จริง หรือที่ควรจะเป็น (ไม่ทราบเป็นคนแรกหรือเปล่า แต่ผมริเริ่มเอามาใช้ของผมเอง) ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วจะเอามาแชร์อีกทีครับ เมื่อยังไม่มีข้อมูลใหม่ ก็คงต้องใช้ของเดิมไปก่อน แต่ค่า 93 บาท นี้ย่อมถือได้ว่าคิดแบบมองโลกในแง่ดีค่อนข้างมากครับ เปรียบเทียบกับคำแนะนำของโบรกเกอร์ต่าง ๆ ที่ให้มูลค่าไว้ที่ 71 บาท บ้าง 60 บาทบ้าง แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนครับ ที่ราคา IVL ปัจจุบัน  33 บาท เมื่อคิดเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง 60 บาท 71 บาท และ 93 บาท จะคิดเป็นเปอร์เซนต์ ได้ [33/60 = 55%] [33/71 = 46%] และ [33/93 = 35%] ตามลำดับ ถ้าเราคิดว่า IVL เป็นหุ้นมีพื้นฐานดี และจะดีต่อไปอีกอย่างน้อย 3 ปี Monish Pabrai แนะนำว่า เราควรรอโอกาสจนกว่าราคาเสนอขาย IVL ในตลาดหลักทรัพย์มีค่าต่ำกว่า 50% ของมูลค่าที่แท้จริง (มีส่วนเผื่อความปลอดภัย หรือ margin of safety 50%) ถ้าเราเชื่อมูลค่าของโบรกเกอร์ที่ให้ 60 บาท ราคาตอนนี้ก็เท่ากับ 55% ถ้าเชื่อของอีกโบรกเกอร์หนึ่งที่ให้ 71 บาท ราคาตอนนี้ก็เท่ากับ 46% แต่ถ้าเชื่อที่ผมทำเอาไว้ (มองโลกในแง่ดีเกินไป รอการปรับปรุงให้อนุร้กษ์นิยมมากขึ้น) ราคาตอนนี้ก็เท่ากับ 35% ครับ เพื่อน ๆ จะเชื่อใครก็เลือกได้ตามสบายครับ แต่ช้าก่อน แม้แต่หุ้นที่ Monish Pabrai ศึกษามาดีแล้ว และเข้าซื้อที่ราคาต่ำกว่า 50% เทียบกับมูลค่าที่แท้จริงซึ่งคำนวณแบบอนุรักษ์นิยม หลังจากซื้อไปแล้วราคายังตกลงไปอีกเกินครึ่งของราคาที่เข้าซื้อ แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในหนังสือของ Monish Pabrai ได้บอกไว้ว่า ถ้าหุ้นมีอนาคต ราคาต่ำกว่าครึงของมูลค่าที่แท้จริง เขาก็เริ่มเข้าเก็บหุ้น แต่จากการเรียนรู้ของผมในระยะหลังนี้ ผมจะยังไม่เข้าซื้อถ้ากราฟทางเทคนิคบ่งชี้ว่ายังไม่ควรเข้า หลักการก็คือ ถ้าราคาหุ้นไม่อยู่ในช่วงปรับฐาน อย่าซื้อ เก็บเงินไว้รอโอกาสดีกว่า ถ้าหุ้นอยู่ในช่วงปรับฐานแต่สัญญาณ RSI ยังไม่อยู่ในเขต ขายมากเกินไป (oversold) ก็ยังไม่ควรซื้อ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ทีนี้กราฟหุ้นทางเทคนิคมีอยู่สามแบบใหญ่ ๆ คือ กราฟรายวัน กราฟรายสัปดาห์ และกราฟรายเดือน เราจะเลือกดูกราฟไหนล่ะ ? อันนี้ผมตอบไม่ได้ครับ ขึ้นอยู่กรรมบุญกรรมแต่ชาติปางก่อนของแต่ละท่าน เลือกกราฟถูกก็มีโอกาสรวย เลือกผิดแต่ถือยาวก็ยังมีโอกาสรวย เลือกผิดและเล่นสั้นก็ไม่มีโอกาสรวย เรามาดูแต่ละกราฟกันครับ

กราฟรายวัน

22-09-2011-IVL-daily
กราฟข้างบนเป็นกราฟรายวัน จะเห็นว่าในช่วงปี 2010 หุ้นไต่ราคาขึ้นเกือบตลอดปี ในช่วงนี้สัญญาณ RSI จะเด้งไปมาภายในช่วงระดับ 70% และ 50% โดยตลอด หมายความว่าค่อนไปทางซื้อมากเกินไปตลอดทั้งปี ดังนั้นหุ้นจึงสะสมความ "ซื้อมากเกินไป" ไว้อย่างต่อเนื่อง พอมาช่วงปลายปี 2010 ต่อ ต้นปี 2011หุ้น IVL จึงเริ่มระบายความ "ซื้อมากเกินไป" ออกมา ทำให้สัญญาณ RSI ตกลงมาแตะระดับ 30% อย่างรวดเร็ว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2011 แล้วจึงเด้งขึ้นอย่างรวดเร็วไปแตะระดับ 70% อีกครั้งประมาณเดือนเมษายน 2011 ช่วงนี้เป็นช่วงที่อาจเรียกได้ว่า เกิดปรากฏการณ์ yoyo effect มีการสู้กันของกลุ่มคนในตลาดที่มีความเห็นต่างกันว่าหุ้นมีการปรับฐานพอแล้วหรือยัง ทำให้เกิดความผันผวนอย่างมากเหมือนลูกข่างโยโย่ที่เด้งขึ้นลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง เพื่อนนักลงทุนที่เคยพยายามลดน้ำหนัก คงเคยพบปรากฏการณ์แบบนี้ด้วยตนเองมาแล้ว หลังเกิด yoyo effect กลุ่มที่คิดว่าหุ้นปรับฐานเพียงพอแล้วเริ่มยอมรับความจริง จึงเกิดการระบายความ "ซื้อมากเกินไป" ออกมาอีกครั้ง ทำให้สัญญาณ RSI เปลี่ยนมาเด้งขึ้นลงในช่วงระหว่าง 50% และ 30% นับแต่น้ันมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะนี้สัญญาณ RSI ได้ลงมาวนเวียนอยู่บริเวณ 30% ดังแสดงในวงรีสีเหลืองตามรูปข้างบน ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าสัญญาณ RSI จะอยู่ในเขตนี้ไปอีกนานแค่ไหน จากการดูกราฟรายวัน เพื่อน ๆ คงสังเกตได้ว่า สัญญาณทางเทคนิคเช่น สัญญาณ RSI มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว และไม่แสดงแนวโน้มที่เห็นได้อย่างชัดเจนสักเท่าไร ทีนี้มาดูกันว่า เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้จะเกิดกับกราฟรายสัปดาห์ด้วยหรือไม่

กราฟรายสัปดาห์

2011-09-16-IVL-W
กราฟข้างบนเป็นกราฟรายสัปดาห์ จะเห็นว่าในช่วงปี 2010 หุ้นไต่ราคาขึ้นเกือบตลอดปี ในช่วงนี้สัญญาณ RSI อยู่เหนือระดับ 70% โดยตลอด หมายความว่าอยู่ในเขตซื้อมากเกินไป และซื้อมากเกินไปตลอดทั้งปี ดังนั้นหุ้นจึงสะสมความ "ซื้อมากเกินไป" ในปริมาณมหาศาล พอมาช่วงปลายปี 2010 เป็นต้นมา หุ้น IVL จึงเริ่มระบายความ "ซื้อมากเกินไป" ออกมาเรื่อย ๆ ทำให้สัญญาณ RSI ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเพิ่งจะลดลงมาแตะขอบบนของระดับ 30% ในตอนนี้ (ดูวงรีสีเหลืองในรูปข้างบน) หรือจะพูดได้ว่าเพิ่งระบายความ "ซื้อมากเกินไป" ออกได้หมด ทีนี้เราก็จะเริ่มเข้าสู่เขตขายมากเกินไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่ในเขตนี้ไปอีกนานแค่ไหน แต่สังเกตว่าในตอนที่ RSI ลดลงมาแตะระดับ 50% เมื่อต้นปี 2011 สัญญาณ RSI วนเวียนอยู่ที่ระดับ 50% ประมาณ 4 สัปดาห์ก่อนเด้งขึ้นด้านบวก จากการดูกราฟรายสัปดาห์ เพื่อน ๆ คงสังเกตได้ว่า สัญญาณทางเทคนิคเช่น สัญญาณ RSI มีการเปลี่ยนแปลงที่ช้าลงกว่าในกราฟรายวัน และแสดงแนวโน้มที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหุ้นกำลังอยู่ในย่านซื้อมากเกินไป หุ้นกำลังระบายความ "ซื้อมากเกินไป" ออกมา และหุ้นได้ระบายความ "ซื้อมากเกินไป" ออกไปหมดแล้ว ดังนั้นกราฟรายสัปดาห์จึงแสดงข้อมูลที่เหมาะสมภายในช่วงขาขึ้นระยะยาวของหุ้นได้ดีกว่ากราฟรายวัน เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรสำหรับกราฟรายเดือน เรามาดูต่อกันครับ

กราฟรายเดือน


2011-09-16-IVL-monthly
กราฟข้างบนเป็นกราฟรายเดือน จะเห็นว่า ราคาหุ้นในกราฟแบ่งออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจนคือช่วงไต่ราคาขึ้น และช่วงสร้างฐานโดยการเคลื่อนตัวออกข้าง ในช่วงแรกที่มีการไต่ราคาขึ้นไปแบ่งได้เป็นสองช่วงย่อยคือ ช่วงไต่ราคาแบบไปเรื่อย ๆ ในสามไตรมาสแรกของปี 2010 และช่วงไต่ราคาอย่างก้าวกระโดดในไตรมาสสุดท้ายของปี 2010 (ลมหายใจเฮือกสุดท้าย) จุดเริ่มของการไต่ราคาแบบก้าวกระโดดคือ แท่งกราฟสีเขียวแท่งยาวของเดือนพฤศจิกายน 2010 กราฟแท่งนี้เริ่มต้นเปิดขึ้นที่ราคา 32.25 บาท แล้วพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 53.75 บาท แล้วกลับลงมาปิดที่ราคา 50.00 บาท หลังจากกราฟแท่งนี้เป็นต้นมา ราคาหุ้น IVL ก็ได้เคลื่อนไหวในลักษณะพักฐานออกข้างโดยมีการแกว่งขึ้นลงสลับเป็นระยะ และในช่วงสุดท้ายในกราฟได้ปรับตัวลงตลอดทั้งสี่เดือน (และตลอดเดือนกันยายนที่ยังไม่ปรากฎให้เห็นในกราฟรายเดือนนี้) ในขณะนี้ราคาได้ปรับลงมาอยู่แถว ๆ 33 บาท ผมขอให้เพื่อน ๆ สังเกตความสำคัญของระดับราคาปัจจุบันครับ ระดับราคานี้คือจุดเริ่มต้นของกราฟแท่งแรกของการไต่ราคาแบบก้าวกระโดดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2010 ที่ราคาเปิด 32.25 บาทนั่นเองครับ เรียกได้ว่าได้มีการลบล้างการไต่ราคาแบบก้าวกระโดดออกไปอย่างหมดสิ้นแล้วในขณะนี้  พิจารณาสัญญาณ RSI จะเห็นว่าสัญญาณเพิ่งปรับตัวออกจากเขตซื้อมากเกินไป (overbought) ลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 70% เมื่อเดือนมิถุนายน 2011 ที่ผ่านมานี้เอง และยังไม่ได้ลดลงมาแตะระดับ 50% เลยครับ จากกราฟรายเดือนข้างบนเพื่อน ๆ คงสังเกตได้ว่าสัญญาณทางเทคนิคเช่น สัญญาณ RSI มีการเปลี่ยนแปลงช้ามาก จึงเหมาะที่จะใช้ดูการเปลี่ยนแนวโน้มใหญ่ ๆ ในระยะยาวมาก ๆ ครับ ถ้ารอบเศรษฐกิจของไทยยังเป็นไปในขาขึ้นได้อีกต่อไป ระดับ RSI รายเดือน 50% เป็นบริเวณที่น่าจับตาดูว่าจะมีการย้อนกลับขึ้นไปได้หรือไม่ครับ

ด้วยข้อมูลที่ผมรับใช้มาทั้งหมดข้างบน เพื่อน ๆ แต่ละท่านคงจะตัดสินใจเองได้นะครับว่าควรทำอย่างไรต่อไป ขอให้เฮงกันทุกคนครับ



=============================================
ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่
เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Wednesday, September 21, 2011

แหล่งรวมข้อมูล value investing (หุ้นต่างประเทศ) ที่เราเข้าไปเรียนรู้ได้

Mohnish Pabrai ให้เบาะแสแหล่งข้อมูล value investing สำหรับหุ้นต่างประเทศ ที่เราสามารถเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ ดังรายการต่อไปนี้

====================================================================
ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่    facebook.com/thstockinvest    twitter.com/thstockinvest 

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"


เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"

Monday, September 19, 2011

ธุรกิจมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันหรือไม่ ดูอย่างไร ?

ในหนังสือ The Dhandho Investor: The Low-Risk Value Method to High Returns ของ Mohnish Pabrai (แปลเป็นภาษาไทยโดย พรชัย  รัตนนนทชัยสุข) โมห์นิศ ปะไพร บอกว่า ธุรกิจใด ๆ มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันหรือไม่ ให้ดูที่งบการเงินของกิจการ ธุรกิจที่ได้เปรียบเชิงแข่งขันจะสามารถสร้างผลตอบแทนต่อเงินลงทุนได้มาก ในงบดุลของกิจการเราจะหาข้อมูลได้ว่าธุรกิจมีเงินลงทุนเท่าใด ส่วนงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดจะบอกเราว่าธุรกิจสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด 



====================================================================
ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่    facebook.com/thstockinvest    twitter.com/thstockinvest 

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"


เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"

Friday, September 16, 2011

รวมข้อคิดการลงทุนแบบ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ของโมห์นิศ ปะไพร

     ผมอ่านหนังสือ The Dhandho Investor: The Low-Risk Value Method to High Returns ของ Mohnish Pabrai แปลเป็นภาษาไทยโดย พรชัย  รัตนนนทชัยสุข ได้ข้อคิดต่อไปนี้ครับ
  • ลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงต่ำ เหมือนการโยนเหรียญแบบ "ออกหัว ผมได้เงิน ออกก้อย ผมเสียเงินนิดหน่อย"

  • ลงทุนในกิจการที่มีการดำเนินงานอยู่แล้ว ไม่เป็นกิจการที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มีความเรียบง่าย อยู่ในอุตสาหกรรมซึ่งกำลังประสบภาวะยากลำบาก มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืน เป็นกิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีความไม่แน่นอนสูง

  • เข้าลงทุนในกิจการน้อยราย เดิมพันหนัก ๆ ไม่เดิมพันบ่อย มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเสมอ

  • ในประวัติศาสตร์ เจ้าผู้ครองนครจะสร้างปราสาทอันแข็งแกร่ง ซึ่งล้อมรอบด้วยคูเมืองที่ทั้งกว้างทั้งลึก ขณะเดียวกัน ผู้รุกรานก็พยายามโจมตีอย่างไม่ลดละ ทั้งปรับปรุงอาวุธ เทคนิค และกองกำลัง เพื่อจะเข้ายึดครองปราสาทให้ได้ มันเป็นกฎธรรมชาติเลยว่า ไม่ว่าปราสาทจะแข็งแรงและได้รับการปกป้องดีเพียงใด ไม่ว่าคูเมืองจะกว้างและลึกขนาดไหน ไม่ว่าในคูเมืองจะมีปลาฉลามและปลาปิรันยาจำนวนมากมายเท่าไร สุดท้ายแล้ว ผู้รุกรานก็จะโจมตีเป็นผลสำเร็จ สุดท้ายแล้วอาณาจักรและชนชาติที่ยิ่งใหญ่ก็จะล่มสลาย

  • ความได้เปรียบเชิงแข่งขันแบบถาวรไม่มีอยู่จริง แม้กระทั่งสุดยอดธุรกิจก็จะค่อย ๆ อ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด ด้วยเหตุนี้ การหามูลค่าของธุรกิจเราจึงไม่ควรคำนวณกระแสเงินสดคิดลดนานเกิน 10 ปี และไม่ควรคาดว่า ราคาขายของธุรกิจในปีที่ 10 จะสูงกว่า 15 เท่าของกระแสเงินสดในขณะนั้น

  • มองหาโอกาสทำอาร์บิทราจเสมอ คุณจะสามารถสร้างผลตอบแทนสูง ๆ ได้โดยไม่มีความเสี่ยงเลย
    • ทำกำไรจากราคาที่ต่างกันของสินค้าแบบเดียวกันหรือคล้ายกัน (commodity arbitrage)
    • ทำกำไรจากราคาที่ต่างกันของหุ้นที่เกี่ยวข้องกัน (correlated stock arbitrage)
    • ทำกำไรจากราคาที่ต่างกันของหุ้นก่อนและหลังการควบรวมกิจการ (merger arbitrage)
    • เข้าลงทุนในกิจการที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างหรือโอกาสทางธุรกิจที่เปิดขึ้น มองหาช่องว่างที่อยู่ได้นานหลายปี ก่อนที่มันจะปิดตัวลงในที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

  • เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติแบบชั่วคราวซึ่งทำให้ราคาหุ้นของกิจการที่ดีตกลงมาอย่างมาก ทุกครั้งที่ผมเข้าลงทุน ผมจะตั้งสมมุติฐานว่า ส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงของกิจการและราคาตลาดของหุ้น จะหายไปในเวลาไม่เกินสามปี จากประสบการณ์การลงทุนของผม ส่วนใหญ่แล้วส่วนต่างที่ว่าจะหายไปภายใน 18 เดือน

  • ใช้ Kelly formula กำหนดสัดส่วนเงินลงทุนที่สูงที่สุดของแต่ละการลงทุน จากนั้นทำการ normalize ลงเป็น 100% ของเงินลงทุนที่มีทั้งหมดในพอร์ต

  • การจำกัดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด และขยายผลตอบแทนให้อยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นแนวคิดอันทรงพลัง ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ จะมีการซื้อขายสินทรัพย์กันที่ราคาใกล้เคียงกับมูลค่าที่แท้จริงหรือสูงกว่า หัวใจสำคัญก็คือ การรอคอยโอกาสเข้าลงทุนอย่างอดทน

  • ในบางครั้ง ตลาดหุ้นเกิดความสับสนระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอน คุณสามารถหากำไรจากความสับสนที่ว่านี้ได้ ตลาดเกลียดความไม่แน่นอน และจะแสดงความเกลียดโดยการเทขายหุ้น ต่อไปนี้คือสถานการณ์ซึ่งน่าจะทำให้ราคาหุ้นตกต่ำ: 
    • ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนต่ำ
    • ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนสูง
    • ความเสี่ยงต่ำ ความไม่แน่นอนต่ำ
    • ความเสี่ยงต่ำ ความไม่แน่นอนสูง (เหมือนการโยนเหรียญที่ออกหัว ผมได้เงิน ออกก้อย ผมเสียเงินนิดหน่อย) นักลงทุนควรมองหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำแต่มีความไม่แน่นอนสูง

  • เข้าตรวจสอบหุ้นที่จ่ายปันผลสูง ๆ และหุ้นที่มี PE และราคาหุ้นต่ำที่สุดในรอบ 52 สัปดาห์

  • ความกลัวและความโลภเป็นอารมณ์พื้นฐานของคนเรา และเมื่อมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจซื้อขายหุ้น ราคาหุ้นก็จะได้รับอิทธิพลจากความกลัวและความโลภอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อความกลัวสุดขีดคืบคลานเข้ามา พฤติกรรมก็จะดำเนินไปแบบไร้เหตุผล ในสถานการณ์แบบนั้น ตลาดหุ้นจะมีลักษณะคล้ายกับโรงภาพยนต์ที่มีคนเต็มโรง พอใครบางคนตะโกนว่า "ไฟไหม้ ไฟไหม้" คนก็จะกรูกันไปที่ทางออก ในโรงภาพยนต์ที่เรียกว่า ตลาดหุ้น คุณจะออกได้ก็ต่อเมื่อมีคนซื้อที่นั่งต่อจากคุณ และถ้ามีการตื่นตระหนก คุณคิดว่า ราคาของที่นั่งจะเป็นอย่างไร ? เคล็ดลับก็คือ ให้ซื้อที่นั่งในโรงภาพยนต์ที่มีการหนีตาย แต่คุณรู้ว่า ไม่ได้มีไฟไหม้จริง หรือไฟกำลังมอดลงแล้ว อ่านมาก ๆ และรอคอยอย่างอดทน โอกาสการลงทุนดี ๆ แบบนี้จะเกิดขึ้นแน่ ๆ

  • ระหว่างผู้คิดค้นกับผู้ลอกเลียนแบบ ผมเลือกลงทุนกับผู้ลอกเลียนแบบ เพราะนวัตกรรมมีความเสี่ยงและคาดการณ์ไม่ได้  แต่การลงทุนในธุรกิจที่ลอกเลียนแบบ และนำนวัตกรรมจากแหล่งอื่น ๆมาใช้ จะมีความแน่นอนและให้ผลตอบแทนดี

  • ตอนที่ลักษมี มิตตาลซื้อสินทรัพย์มาในราคาถูก ๆ และทำการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เขามีข้อได้เปรียบอย่างยั่งยืนเนื่องจาก:
    • มีต้นทุนต่ำ (เข้าซื้อกิจการเหล็กที่มีปัญหาทั่วโลกในราคาต่ำ)
    • เขาอาร์บิทราจไปทั่วโลกในเรื่องแรงงาน วัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน และราคาขายที่สูงที่สุด โดยการมีโรงงานอยู่ในหลายพื่นที่ เขาสามารถกำหนดประเภทและปริมาณของเหล็กที่จะทำการผลิตในแต่ละพื้นที่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
    • เกิดเครือข่ายขนาดใหญ่และแบรนด์ โดยที่ปริมาณและกำลังการผลิตของเขาทำให้สามารถต่อรองเงื่อนไขกับซัพพลายเออร์และลูกค้าได้ดีกว่าคู่แข่ง ซึ่งยิ่งทำให้ต้นทุนของเขาลดลงไปอีก
        
  • ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นตัวใด นักลงทุนควรถามตัวเองก่อนว่า
    1. เป็นธุรกิจที่เราเข้าใจและอยู่ในข่ายความสามารถของเราใช่หรือไม่
    2. เรารู้มูลค่าที่แท้จริงในปัจจุบันของธุรกิจนี้หรือไม่ ? ในอีกสองสามปีข้างหน้ามูลค่าที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร ?
    3. ราคาของธุรกิจมีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงในปัจจุบัน และในอีกสองสามปีข้างหน้าหรือไม่ ? ส่วนลดที่ว่าสูงกว่า 50% หรือไม่ ?
    4. เรากล้าเอาเงินในสัดส่วนที่มาก ไปซื้อธุรกิจนี้หรือไม่ ?
    5. ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำมากใช่หรือไม่ ?
    6. ธุรกิจมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่ ?
    7. ผู้บริหารซื่อสัตย์และมีความสามารถใช่หรือไม่ ?

    ถ้าไม่ได้คำตอบว่า "ใช่" ทั้งหมด ให้มองข้ามไป และรอคอยโอกาสที่ดีกว่า
      
  • ก่อนจะซื้อหุ้น เราต้องมีแผนการขายหุ้นที่ชัดเจน

Short URL =  http://bit.ly/qR7Eqy

===================================================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ + มูลค่าปัจจุบันของ [ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลรับระหว่างถือหุ้น 10 ปี ]

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"