Showing posts with label [.Stock tips]. Show all posts
Showing posts with label [.Stock tips]. Show all posts

Friday, June 8, 2012

Limited Brands Inc. (LTD) ตัวอย่างหุ้นค้าปลีกไม่บาป กราฟสวย จังหวะเหมาะน่าเข้าลงทุน

     ผมติดตามศึกษาหุ้นค้าปลีกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในยามเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เน้นเฉพาะที่ไม่บาป (ไม่เมา ไม่ฆ่า) พบว่าหาค่อนข้างยากในเมืองไทย เลยลองไปหาดูในอเมริกา พบสิ่งที่น่าสนใจคือ หุ้นกลุ่มที่มีการเปิดร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและสินค้าแฟชั่น เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มลูกค้า กิจการเติบโตโดยการเปิดสาขาเพิ่มไปเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กันกับการค่อย ๆ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หุ้นในกลุ่มนี้มีอยู่หลายตัวให้เลือกลงทุน การเพิ่มมูลค่าของราคาหุ้นมักจะมีลักษณะเป็นฟันเลื่อย คือทำจุดสูงสุด และต่ำสุดใหม่ที่ยกตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จังหวะเหมาะในการเข้าลงทุนคือรอให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมาที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาวเช่น 200 วัน หรือ 300 วัน พร้อม ๆ กันกับการเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไปของสัญญาณ RSI และ MACD
     ผมพบหุ้นอย่างที่กล่าวมาหลายตัว แต่ที่กำลังเกิดจังหวะเหมาะในการเข้าลงทุนในขณะที่เขียนโพสต์อยู่นี้ได้แก่ หุ้น Limited Brands Inc. หรือ LTD ดังกราฟในรูปข้างล่างครับ เรื่องราวของกิจการ LTD สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ www.limitedbrands.com ในที่นี้ผมจะรับใช้เฉพาะความน่าลงทุนโดยการดูกราฟนะครับ ส่วนมูลค่าที่แท้จริงจะหาโอกาสเอามาแชร์ภายหลัง




ในภาพข้างบนจะเห็นว่าราคาหุ้น LTD เพิ่มขึ้นอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (สีส้ม) 200 วัน (สีน้ำเงิน) และ 300 วัน (สีแดง) มีลักษณะเกือบเป็นเส้นตรง เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้เป็นจุดอ้างอิงที่เป็นเป้าหมายของการพักปรับฐานซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าสะสมหุ้นได้ด้วยความเสี่ยงต่ำ  โดยเฉพาะเส้นสีน้ำเงินและเส้นสีแดง นอกจากเส้นค่าเฉลี่ยแล้ว สิ่งที่ช่วยยืนยันจุดเข้าซื้อที่ควรดูให้แน่ใจว่าเกิดขึ้นพร้อมกันคือ การกลับตัวของสัญญาณ MACD ในแดนลบ และการลดลงของสัญญาณ RSI ลงมาที่ระดับ 20%-30%


สำหรับหุ้นค้าปลีกตามที่ผมยกตัวอย่างมา ถ้านักลงทุนเข้าสะสมหุ้นเฉพาะในโอกาสที่ปัจจัยทั้งสามอย่างต่อไปนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน โอกาสจะติดดอยก็จะน้อยลงมากครับ
  • ราคาหุ้นลงมาแตะเส้นค่าเฉลี่ย 200 หรือ 300 วัน
  • RSI ลงมาเหลือ 20% - 30%
  • MACD กลับตัวทำจุดต่ำสุดในแดนลบ

===================================================

ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา" ที่
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา "ชำแหละพื้นฐานหุ้น "

Tuesday, April 24, 2012

ระหว่างรอผลประกอบการ 2012Q1 มาแวะดู Big Picture ของดัชนี SET กันก่อน


          ผมทบทวนภาพใหญ่ของดัชนี SET โดยใช้ช่องแนวโน้มขาขึ้นที่ได้ปรับเปลี่ยนมาแล้วระยะหนึ่งในโพสต์ก่อน ๆ ซึ่งผมได้แบ่งช่องแนวโน้มขาขึ้นของดัชนี SET ออกเป็นชั้น ๆ แต่ละช่องแนวโน้มมีแกนกลางร่วมกันคือ เส้นประสีดำ เมื่อเรียงช่องแนวโน้มดัชนีจากด้านใน ไปหาด้านนอก จะมีลำดับคือ ช่องเส้นประสีชมพู ช่องเส้นประสีเขียว ช่องเส้นประสีแดง ช่องเส้นประสีน้ำเงิน ดังภาพข้างล่าง ในกราฟจะสังเกตได้ว่า ระหว่างเกิดวิกฤติซับไพรม์ ดัชนี SET ได้เบี่ยงออกจากแกนเส้นแกนกลางสีดำลงไปถึงขอบล่างของช่องแนวโน้มสีน้ำเงิน แล้วฟื้นตัวกลับมาอยู่ในช่องแนวโน้มสีชมพูอีกครั้งเมื่อกลางปี 2010 นับแต่นั้นมา ดัชนี SET ก็เด้งขึ้นลงในระหว่างเส้นแกนกลางสีดำกับขอบบนของช่องแนวโน้มสีชมพู โดยมีความพยายามจะฝ่าออกจากช่องสีชมพูนี้ถึงสามครั้ง ในครั้งที่สามดัชนีทะลุช่องสีชมพูออกไปได้เพียงเล็กน้อยก็ชนกับระดับแนวต้านใหญ่เส้นทึบสีชมพูซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของดัชนีเมื่อต้นปี 1995 ที่ระดับประมาณ 1,550 จุด แต่ผ่านขึ้นไปไม่ได้ จึงปรับตัวลงอย่างรวดเร็วลงมายับยั้งอยู่ที่ เส้นประสีชมพูขอบล่างเมื่อเดือนตุลาคม 2010 แล้ววิ่งย้อนกลับขึ้นมาทดสอบขอบบนของช่องแนวโน้ม และทดสอบแนวต้านปี 1995 อีกครั้ง คราวนี้สามารถทะลุจุดตัดระหว่างเส้นขอบบนของช่องแนวโน้มสีชมพูกับเส้นแนวต้านปี 1995 (จุดสีชมพู) ขึ้นไปได้ จนดัชนีไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 16-17 ปี ที่บริเวณ 1,220 จุด จึงได้พักเหนื่อยเอาแรงโดยการย้อนลงมาแตะเส้นสีชมพูอีกครั้ง ทำให้ในปัจจุบัน ดัชนี SET กำลังอยู่ระหว่างเส้นประสีชมพูและเส้นประสีเขียว และน่าจะประคองตัวอยู่ในช่องนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะชนแนวต้านสำคัญถัดขึ้นไปที่บริเวณแนวตัดระหว่างเส้นขอบบนของช่องแนวโน้มสีเขียวและเส้นแนวต้านช่วงกลางปี 1996 (จุดสีเขียว) ที่ระดับประมาณ 1,275 จุด 

2012-04-23 SET in a big picture

      เมื่อย้อนกลับไปดูการพักปรับฐานใหญ่ของดัชนี SET เมื่อกลางปี 1999 และต้นปี 2004 จะพบว่า ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนี SET ขึ้นไปแตะเส้นขอบบนของช่องแนวโน้มสีเขียว แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ ดังนั้นที่บริเวณจุดสีเขียวในภาพ จะเป็นการทดสอบแนวต้านสำคัญนี้อีกเป็นครั้งที่สาม หากไม่สามารถผ่านจุดเขียวไปได้ SET ก็น่าจะพักปรับฐานลงมาที่เส้นแนวนอนสีชมพูเพื่อเอาแรงก่อน แต่หากสามารถผ่านไปได้ จุดแนวต้านสำคัญถัดไปน่าจะอยู่ที่บริเวณจุดสีแดง บริเวณประมาณ 1,425 จุด หากไม่สามารถผ่านจุดสีแดงไปได้ ดัชนี SET ก็น่าจะพักปรับฐานลงมาที่เส้นแนวนอนสีเขียว หรือเส้นแนวนอนสีชมพูอีกครั้งครับ 
     มาถึงตรงนี้ ผมได้รับใช้เพื่อนนักลงทุนโดยการฉายภาพความเป็นมาในอดีตของดัชนี SET และความเป็นไปที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งส่วนที่เป็นอนาคตนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นตามที่ผมจินตนาการไว้ก็เป็นได้นะครับ ในมุมมองส่วนตัวของผมแล้ว ถ้าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้จริงในระยะยาวแล้ว ดัชนี SET จะต้องผ่านจุดสีเขียวขึ้นไปก่อนเพื่อเปลี่ยนแกนกลางของช่องแนวโน้มจากเส้นประสีดำไปเป็นเส้นประสีเขียว จากนั้นในระยะยาวขึ้นไปอีก ดัชนี SET จะต้องผ่านเส้นขอบบนของช่องแนวโน้มสีน้ำเงินออกไปให้ได้ครับ


===================================================

ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา" ที่
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา "ชำแหละพื้นฐานหุ้น "

Friday, March 23, 2012

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ


ดัชนีหุ้นมี 2 ประเภท ได้แก่ 

1. ดัชนีประจำตลาดแต่ละแห่ง เรียกว่า composite index จะรวมเอาหุ้นทุกตัวในตลาดนั้น ๆ มาคำนวณ เช่น  NYSE Composite Index เอาหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นนิวยอร์คมาคำนวณ Nasdaq Composite Index เอาหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นแนสแดค (เป็นคอมพิวเตอร์ไม่ใช้คนทำการซื้อขายเหมือนตลาดหุ้นนิวยอร์ค) มาคำนวณ SET Index เอาหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ SET มาคำนวณ MAI Index เอาหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ใหม่มาคำนวณ

2. ดัชนีกลุ่มบริษัท ไม่จำกัดว่าบริษัทที่เอามารวมคำนวณดัชนีจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งใด แต่จะยึดถือ ลักษณะอุตสาหกรรม ขนาด การปันผล ที่ตั้ง และอื่น ๆ เป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม ตัวอย่างเช่น Dow Jones Industrial Average (DJIA) ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา 30 บริษัท ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละอุตสหกรรมในประเทศนั้น บริษัทใน DJIA โดยมากจะซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ค แต่ ไมโครซอฟท์ ซึ่งซื้อขายอยู่ในตลาดแนสแดค ก็รวมอยู่ในดัชนีนี้ด้วย (ตัวแทนของอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์) S&P 500 รวมเอาบริษัทขนาดใหญ่ 500 บริษัทในสหรัฐมาคำนวณ SET50 Index เอา 50 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาด SET มาคำนวณ โดยมากเป็นหุ้นธนาคารและพลังงาน SETHD Index เอาบริษัทใน SET ที่ปันผลมาก ๆ (high dividend) มาคำนวณ

===================================================

ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา" ที่
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา "ชำแหละพื้นฐานหุ้น "

Wednesday, March 14, 2012

SET เคลื่อนเข้าใกล้ 1200 จุด ถึงเวลามองหา big picture อีกครั้ง

ในขณะที่ SET สามารถยืนเหนือระดับ 1150 จุด ได้ และค่อย ๆ คืบคลานไปทาง 1200 จุด ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจระดับโลกที่ทยอยออกมา ดีขึ้นทีละน้อย แต่บรรยากาศการลงทุนในหุ้นไทยกลับออกแนวขมุกขมัว กองทุน สถาบันในประเทศ และรายย่อยไทยออกอาการ กล้า ๆ กลัว ๆ พากันไม่แน่ใจว่าต่างชาติที่ยังคงเก็บหุ้นอยู่อย่างต่อเนื่องจะกลับลำเมื่อใด บรรยากาศแบบนี้ SET ยังจะไปต่ออีกไกลแค่ไหน ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนท่านทั้้งหลายนั่นแหละครับ แต่ลองบังคับขาให้เลิกสั่นแล้วยืนนิ่ง ๆ เพ่งดูภาพรวมความเป็นมาเป็นไปของ SET ดูกันอีกทีดีไหมครับว่าคราวนี้เราจะเห็นอะไรใน big picture นี้บ้าง ผมใช้บริการฟรีของ BigCharts.com เพื่อเปิดกราฟรายวันของ TH:SET แบบ all data ขึ้นมาดูแล้วลองสร้างช่องแนวโน้มราคา (ซึ่งสร้างได้หลายแบบ เข้าทำนองตาดีได้ตาร้ายเสีย) ออกมาดังรูปข้างล่าง ในสายตาของผม ผมจินตนาการช่องแนวโน้มราคาได้ 3 ช่อง คือชั้นใน (สีเหลือง) ชั้นกลาง (สีแดง) และชั้นนอก (สีเขียว) ถ้าใช้ช่องแนวโน้มราคาลักษณะนี้เป็นเกณฑ์ ขณะนี้ SET ได้กลับขึ้นมาชนเส้นขอบบนของช่องชั้นในสีเหลืองแล้ว เมื่อดูจากอาการกล้า ๆ กลัว ๆ ของนักลงทุนชาวไทย แล้ว ยังไม่น่าจะใช่เวลาอันเหมาะสมที่ต่างชาติจะกลับลำเทขายหุ้นออกมา แต่น่าจะรอไปขายตอนนักลงทุนไทย โดยเฉพาะรายย่อยทุ่มไม่อั้นแบบไม่กลัวกองไฟเสียก่อน ดังนั้นจึงเป็นไปได้มากที่ SET จะเดินทางต่อไปจนกว่าจะชนเส้นขอบบนของช่องแนวโน้มราคาชั้นกลางสีแดง บริเวณ 1275 จุด แล้วจึงพักปรับฐานใหญ่ ตอนนี้ก็เฝ้าระวังปริมาณเงินลงทุนในหุ้นไทยของต่างชาติอย่างใกล้ชิดต่อไปเรื่อย ๆ ครับ 

จากภาพรวมนี้จะสังเกตได้อีกว่า การพักปรับฐานที่ใหญ่ที่สุด เกิดตอนต้มยำกุ้ง รองลงมาเป็นตอนแฮมเบอร์เกอร์ครับ ถ้าดูเฉพาะแนวโน้มดัชนี SET หลังต้มยำกุ้งเป็นต้นมา จะพบว่าจุดต่ำสุดในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์อยู่ที่ประมาณ 400 จุด กำหนดเป็นเส้นขอบล่างของช่องแนวโน้มชั้นนอกสีเขียว เมื่อกำหนดให้เส้นขอบบนของช่องดังกล่าวสมมาตรกับเส้นขอบล่างจะได้ว่าแนวเส้นนี้จะไปสอดคล้องกับระดับแนวต้านใหญ่ที่ระดับประมาณ 1540 จุด ระดับดังกล่าวอาจจะไกลเกินไปที่จะพูดถึงในตอนนี้ แต่ผมเอามาแปะไว้ให้ดูเล่นเท่านั้นเองครับ

2012-03-13 SET in a big picture

===================================================

ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา" ที่
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา "ชำแหละพื้นฐานหุ้น "

Monday, January 30, 2012

บทเรียนใหม่ของผม "In an uncertain situation, always look at the big picture !"

ปลายเดือนกันยายน 2011 ตลาดเกิด panic sell ในเวลาประมาณ 3 เดือน (สิงหาคม - ตุลาคม) ดัชนี SET ได้ลดจากระดับประมาณ 1150 จุด เหลือ 850 จุด ในช่วงที่ SET ลงมาเกือบจะถึง 850 จุด นั้น มีนักเทคนิคหลายท่านเช่น คุณเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ได้บอกว่า 850 จุดเป็นระดับต่ำสุดแล้วให้เข้าลงทุนไ้ด้ ในตอนนั้น ผมไม่เชื่อคำแนะนำนี้เลยแม้สักนิดเดียว หลายคนบอกว่า คุณเอกพิทยา ฆ่าตัวตายที่ออกมาฟันธงแบบนั้น ผมเลือกที่จะเชื่อ มาร์ค เฟเบอร์ ผู้จัดการเฮดจ์พันด์ที่มาปักหลักลงทุนอยู่ที่เชียงใหม่ซึ่งบอกว่า ถ้า SET ไม่ลงมา 750 เขาจะไม่ลงทุนเพิ่ม ในช่วงนั้น ผมเองเชื่อว่า ปัญหาหนี้ยุโรปและน้ำท่วมใหญ่ที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะทำให้ SET ลงไปต่ำกว่า 850 ได้อีก จึงเลือกที่จะถือเงินสด 100% มาถึงตอนนี้ทุกท่านคงทราบดีว่า ในครั้งนั้น คุณเอกพิทยาฟันธงไว้ถูกต้อง และผมเองที่คิดผิดจนต้องนั่งมองดูตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 225 จุด ผมทบทวนเหตุการณ์ พยายามหาดูว่า เราพลาดตรงไหน บทเรียนอะไรที่เราควรได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ ? 

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2012 พี่ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ (รุ่นพี่โรงเรียนของผม) ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คว่า ถ้าวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2012 SET ปิดเหนือ 1,080 จุดได้ SET น่าจะไปต่อได้อีก ผมเห็นกราฟ SET ของพี่ณัฐวุฒิ แล้วก็ไขปัญหาแตกโพล๊ะ ผมพลาดไปเพราะดันลืมมองภาพใหญ่นั่นเอง "In an uncertain situation, always look at the big picture !" หลังจากตีอกชกลมจนสาสมแก่ความโง่และเซ่อของตัวเองพอสมควรแล้ว ผมไปดู "big picture" โดยไปที่ Bigcharts.com กรอกรหัสหุ้น TH:SET แล้วเรียกดู advanced chart รายเดือน ครอบคลุมข้อมูลทั้งหมดที่ Bigcharts.com มีอยู่ ได้เป็นกราฟรายเดือนครอบคลุม ช่วงปี 1993 - ปัจจุบัน (ปฏิวัติ รสช ปี 1991 ตกขอบกราฟทางซ้ายมือไป 2 ช่อง ไม่เห็นในภาพ) เมื่อได้ภาพออกมาแล้ว ผมบันทึกภาพกราฟลงคอมพิวเตอร์ จากนั้นเปิดไมโครซอฟท์เวิร์ดขึ้นมา วางภาพที่เพิ่งบันทึกเอาไว้ลงในเอกสารเปล่า แล้วลงมือย้อนรอยอดีตทันที 

2012-01-30-SET-keep-track-of-the-big-picture-monthly

ผมสังเกตว่า นับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 1997 เป็นต้นมา SET ได้ทำ new high ไว้หลายแห่ง เช่น กลางปี 1999, ต้นปี 2004, ปลายปี 2007 และล่าสุด กลางปี 2011 ผมใช้ drawing tool ในไมโครซอฟท์เวิร์ด ลากเส้นตรงเชื่อมต่อจุดสูงสุด ดัึงกล่าวมา ได้เส้นสีแดงดังภาพ จากนั้นจึงทำสำเนาเส้นที่ลากขึ้นนี้ โดยแตะตัวชี้ไปที่เส้น จากนั้น กด CTRL-C และ CTRL-V (หรือเลือก copy และ paste ก็ได้) โปรแกรมจะสร้างเส้นตรงใหม่ที่มีความชันเท่ากับเส้นสีแดงแต่เหลื่อมไปทางขวาเล็กน้อย ผมทำสำเนาเส้นที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยกระบวนการเหมือนเดิมไปเรื่อย ๆ ผมประหลาดใจมากที่ ไมโครซอฟท์เวิร์ดสามารถวางเส้นใหม่ลงในตำแหน่งที่เชื่อมต่อจุดสูงสุด หรือ จุดต่ำสุด หลาย ๆ แห่งในกราฟได้อย่างใกล้เคียงมาก อาศัยการจัดตำแหน่งเส้นใหม่อีกเล็กน้อย ผมได้เส้นสีน้ำเงิน ที่ลากไปแตะจุดต่ำสุดของ SET ในวิกฤติซับไพรม์ บริเวณ 400 จุุด  ถึงตอนนี้ผมได้ช่องแนวโน้มความเป็นไปของ SET แบบ big picture ออกมา โดยมีแนวต้านใหญ่เป็นเส้นสีแดง และเส้นแนวรับใหญ่เป็นเส้นสีน้ำเงิน จากนั้นผมมองไปที่บริเวณ 850 จุดพบว่า เส้นแนวโน้มเส้นหนึ่งเชื่อมต่อจุดต่ำสุดของวิกฤติต้มยำกุ้งบริเวณประมาณ 200 จุด บริเวณกลางปี 1998 เข้ากับจุดสูงสุดบริเวณกลางปี 2002 เข้ากับจุดต่ำสุดที่เกิดจาก การบังคับเก็บภาษีเงินทุนไหลออกนอกประเทศ 30% ของหม่อมอุ๋ยในรัฐบาลขิงแก่ ปลายปี 2006 เข้ากับ new high ย่อย ๆ บริเวณปลายปี 2009 ต่อต้นปี 2010 ผมเปลี่ยนสีเส้นแนวโน้มนี้เป็นสีเขียว ดังภาพครับ ผมไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคุณเอกพิทยาถึงได้กล้าฟันธงว่า 850 จุด เป็นระดับต่ำสุดแล้วสำหรับการปรับฐานเมื่อเดือนตุลาคม 2011 เพราะเส้นสีเขียวของผมลากผ่านจุดดังกล่าวพอดี  ผมพิจารณาต่อไปอีกพบว่า เส้นสีเขียวที่ได้ออกมา อยู่ตรงกลางระหว่างเส้นสีแดง และเส้นสีน้ำเงิน พอดีอีกด้วย !!!

ถ้าเพื่อนนักลงทุนตามผมมาถึงจุดนี้แบบเข้าใจแจ่มแจ้ง ผมเชื่อแน่ว่าท่านเองก็สามารถสร้าง big picture ไว้ใช้เองโดยไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ก่อนจบโพสต์นี้ ผมอยากชี้ให้เห็นว่า ระดับของ SET แถว ๆ 1075 ในปัจจุบันได้เคลื่อนเข้าใกล้เส้นสีแดงมากแล้ว ดูจากทิศทางการเคลื่อนตัวของราคาหุ้น คาดว่าน่าจะชนเส้นสีแดงแถว ๆ 1200 - 1250 จุด น่าลุ้นเป็นอย่างยิ่งว่าจะฝืนชะตาฟ้าทะลุ 1200 จุดขึ้นไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ SET ก็จะเด้งไปมาเป็นลูกปิงปองระหว่างเส้นสีแดงและสีเขียว แต่หากว่าสามารถฝืนลิขิตฟ้าได้ แนวต้านที่ปลายสายรุ้งก็คือ แนวเส้นสีดำบริเวณ 1800 จุด ตรงกับจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยเส้นนี้ลากผ่านจุดต่ำสุดเมื่อกลางปี  1993 (หลังการลุกขึ้นสู้ "พฤษภาประชาธรรม" 1 ปี) พอดี ในกราฟก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งโปรดสังเกตว่า SET พุ่งจาก ประมาณ 825 จุด ขึ้นไป 1750 จุด หรือมากกว่าสองเท่า ในเวลาเพียง 8 เดือน พุ่งแรงจนน็อคคาที่เลยครับ

===================================================

ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่
เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Wednesday, November 9, 2011

การทำใบหุ้นบริษัทด้วยตนเอง

นักลงทุนที่ถือหุ้นในบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โดยส่วนใหญ่จะถือหุ้นแบบไร้ใบหุ้น (scriptless holding) ผ่านศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่สำหรับกิจการนอกตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กทั้งหลายแล้ว อาจจะไม่เคยทำใบหุ้นแจกให้ผู้ถือหุ้นเลยด้วยซ้ำไป ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท หรือคิดจะก่อตั้งบริษัท และต้องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ท่านจะต้องทำใบหุ้นแจกให้ผู้ถือหุ้นทุกราย แล้ว "ใบหุ้น" ตามที่กฎหมายกำหนดนั้นเขาทำกันอย่างไร ? มาตามดูกันครับ


เมื่อมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมา ผู้บริหารบริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายในการออกใบสำคัญแสดงการถือหุ้นในบริษัท (ใบหุ้น) ให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกรายไว้เป็นหลักฐาน และเพื่อการจำหน่ายถ่ายโอนและเปลี่ยนมือกันได้ต่อไป การทำใบหุ้นด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องยาก แต่น้อยคนที่จะรู้วิธีการทำ ขั้นตอนต่อไปนี้จะพาคุณสร้างใบหุ้นที่สวยงามด้วยตนเองอย่างง่ายดาย

1. ขั้นตอนแรกให้ติดตั้งโปรแกรมโอเพนซอร์ส "OpenOffice.org" ซึ่งแจกให้ใช้งานได้ฟรี เพียงไปดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งจากเว็บ http://www.openoffice.org/ แล้วติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของคุณ

2. ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบหุ้นสำเร็จรูป (โดยการคลิกขวาแล้วเลือก save link as ที่ลิงค์ "th-stock-certificate-template.odt" แล้ว Save ไฟล์ลงบนคอมพิวเตอร์)

3. เปิดโปรแกรมพิมพ์เอกสาร "Writer" ของ OpenOffice.org ขึ้นมา (โดยไปที่ เมนู Start > OpenOffice.org > OpenOffice.org Writer)

4. ในโปรแกรม OpenOffice.org Writer ให้เปิดไฟล์แบบฟอร์มใบหุ้นสำเร็จรูป "th-stock-certificate-template.odt" ขึ้นมา (โดยกดเมนู File > Open > th-stock-certificate-template.odt) ภายในไฟล์ใบหุ้นสำเร็จรูป ประกอบด้วยภาพกรอบใบหุ้น ทับซ้อนด้วยภาพลายน้ำ และ ข้อความรายละเอียดของบริษัืทและรายละเอียดของผู้ถือหุ้น สิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงแค่เปลี่ยนข้อความในใบหุ้นให้สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทและผู้ถือหุ้นเท่านั้น เนื่องจากภาพกรอบใบหุ้น ภาพลายน้ำ และข้อความตัวหนังสือมีการทับซ้อนกันอยู่ จึงไม่สามารถใช้เมาส์ไปคลิกที่ตัวหนังสือเพื่อแก้ไขได้โดยตรง เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อทำอย่างนั้นคือ ภาพลายน้ำจะถูกเลือกขึ้นมาแทน การแก้ไขข้อความในใบหุ้นสำเร็จรูปนี้ ทำได้โดยการค้นหา ข้อความที่ปรากฎอยู่ในใบหุ้นด้วยฟังก์ชัน Find & Replace (โดยกดที่เมนู Edit > Find & Replace แล้วกรอกข้อความ เช่นคำว่า "หุ้น" ลงในช่อง Search for และกด Find > Close คำว่าหุ้นจะถูกระบายสี จากนั้นให้ใช้ปุ่มลูกศรของคีย์บอร์ด เพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์ไปยังข้อความในใบหุ้นที่ต้องการแก้ไข แล้วเปลี่ยนแปลงข้อความตามความเหมาะสม เมื่อแก้ไขข้อความเสร็จแล้วจึง save ไฟล์ ซึ่งอาจตั้งชื่อไฟล์ตามผู้ถือหุ้น หรือตามหมายเลขใบหุ้นก็ได้ตามความสะดวก เพื่อป้องกันไม่ให้รูปแบบของใบหุ้นเปลี่ยนไปในภายหลัง คุณสามารถบันทึกไฟล์ใบหุ้นที่แก้ไขเสร็จแล้วในรูปแบบ PDF โดยกดเมนู File > Export as PDF > Export ดังรูป





5. จากนั้นให้ทำซ้ำขั้นตอน 1- 4 จนได้ไฟล์ใบหุ้นในรูปแบบ PDF สำหรับผู้ถือหุ้นทุกราย แล้วพิมพ์ลงกระดาษหนาอย่างดี ด้วยหมึกพิมพ์สี รอจนหมึกแห้งสนิทก่อนจึงนำไปให้กรรมการบริษัทลงนามและประทับตราสำคัญของบริษัท เท่านี้คุณก็สามารถแจกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นตามกฎหมายกำหนดได้แล้ว ใบหุ้นที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ (ลงนามและประทับตราสำคัญแล้ว) จะมีลักษณะดังรูปข้างล่าง (คลิกบนภาพเพื่อดูรายละเอียด)



สำหรับท่านที่ไม่สะดวกใช้ OpenOffice ทำ สามารถดูตัวอย่างใบหุ้นข้างบนนี้แล้วเอาไปทำตามอย่างด้วยซอฟท์แวร์ที่ท่านถนัดก็ได้ครับ

=====================================================




ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่  facebook.com/thstockinvest  twitter.com/thstockinvest


เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial


หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

 
เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"

Wednesday, September 21, 2011

แหล่งรวมข้อมูล value investing (หุ้นต่างประเทศ) ที่เราเข้าไปเรียนรู้ได้

Mohnish Pabrai ให้เบาะแสแหล่งข้อมูล value investing สำหรับหุ้นต่างประเทศ ที่เราสามารถเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ ดังรายการต่อไปนี้

====================================================================
ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่    facebook.com/thstockinvest    twitter.com/thstockinvest 

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"


เก็บความรู้ลงกล่อง " ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา"

Friday, March 11, 2011

หุ้นที่ไปโรดโชว์ต่างประเทศ 7-11 มี.ค. 54 [เกร็ดความรู้ตลาดหุ้นไทย]

หุ้นที่ไปโรดโชว์ต่างประเทศกลับมามักมีราคาสูงขึ้น ในช่วง 7-11 มี.ค. 54 หุ้นที่ไปญี่ปุ่นได้แก่ PTT, TOP, BBL และ IRPC


ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่ facebook.com/thstockinvest twitter.com/thstockinvest

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา  ชำแหละพื้นฐานหุ้น

Sunday, February 20, 2011

เมื่อไหร่แนวโน้มกรอบใหญ่ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะเปลี่ยนเป็นขาลง

เร็ว ๆ นี้ ผมได้ดูเทปรายการสัมนางานหนึ่งทาง Money Channel ซึ่งคุณมนตรี ศรไพศาล ซีอีโอ กิมเอ็ง ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมของการเปลี่ยนแนวโน้มรอบใหญ่ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในอดีตที่อาจจะนำมาทำนายแนวโน้มในอนาคตได้ โดยอาศัยหลักการที่ว่า นักลงทุนจะหยุดลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์มีค่าเท่ากับหรือน้อยกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 5-10 ปี เนื่องจากการลงทุนในหุ้นย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ถ้าได้ผลตอบแทนเท่ากัน นักลงทุนย่อมเลือกลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแทนการลงทุนในหุ้น
การหาผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์อย่างรวดเร็วทำได้โดยหาว่า กำไร (earning) ที่ได้จากการลงทุนซื้อหุ้น คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของราคาหุ้นในปัจจุบัน (price) หรือ earning/price ซึ่งเป็นส่วนกลับของ PE (price/earning) นั่นเอง แล้วนำ 1/PE ไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล ข้อมูลในตารางแสดงค่า PE และ อัตราผลตอบแทน (1/PE) ของตลาดหลักทรัพย์

PE1/PE (ผลตอบแทน)
12.58.00%
147.10%
166.25%
185.56%
205.00%
224.55%
244.17%
263.84%
283.57%
303.33%

ในขณะนี้ SET มี ค่า PE ประมาณ 14 หรือคิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 1/PE = 1/14 = 7.10% เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งมีผลตอบแทน 3.89% จะพบว่า SET ยังให้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้นนักลงทุนจึงยังคงลงทุนในหุ้นอยู่ ถ้าเมื่อไหร่ ค่า PE ของ SET เพิ่มเป็น 24 เมื่อนั้นผลตอบแทนจะใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาล การลงทุนในพันธบัตรจึงดีกว่าหุ้น



ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่ facebook.com/thstockinvest twitter.com/thstockinvest

เรียนรู้การดูกราฟหุ้นทางเทคนิคได้ที่ Free Stock Technical Analysis Tutorial

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา  ชำแหละพื้นฐานหุ้น