Showing posts with label [.My notes]. Show all posts
Showing posts with label [.My notes]. Show all posts

Wednesday, January 16, 2013

มองหาหุ้นที่จะอยู่รอดและเติบโตมหาศาลในยุค AEC


การดูว่าใครจะอยู่รอดและเติบโตมหาศาลในยุค AEC: 

1. ธุรกิจที่จะอยู่รอดต้องแข่งขันได้ในระดับโลก (worldwide competitive) แม้ตลาดจะเป็น AEC, AEC+3, AEC+6, TPP แต่การแข่งขันจะเป็นระดับโลก เพราะธุรกิจชั้นนำของโลกจะแปลงกายมาอยู่ใน AEC (โดยใช้สิทธิผลิตสินค้าด้วยแรงงานประเทศใน AEC 40%) อยากรู้เทรนด์โลกดีขึ้นให้หาหนังสือ "The Next Convergence" มาอ่าน

2. เมื่ออยู่รอดแล้วจะเติบโตมหาศาลได้มีลำดับดังนี้
- แตกแขนงผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันระดับโลกได้แล้วให้หลากหลายมากขึ้น (product development) สำหรับผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ 
- เมื่อแตกแขนงมั่นคงแล้ว อาศัยรากฐานเดิมต่อไปแตกไลน์ธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากเดิมเรื่อย ๆ (diversification) อย่างรอบคอบ มีขั้นตอน

จากนี้ไปจะมีหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดอีกมาก มองหาหุ้นที่เข้าข่ายแบบที่ว่ามานี้ แล้วเติบโตไปกับธุรกิจนั้น ๆ

ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ใน Hard Topic / Money Channel (ออกอากาศ 15 ม.ค. 2013)

Short URL = http://bit.ly/XBVJ3s

==============================

ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ + เงินสด + มูลค่าปัจจุบันของ [ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลรับระหว่างถือหุ้น 10 ปี ]

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Wednesday, December 19, 2012

ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน

สินทรัพย์ (Assets) มีสองประเภทคือ 

  • สินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด (Cash-generating assets)
    ซื้อมาแล้วทำให้เกิดเงินสดไหลเข้ากระเป๋าเจ้าของ เช่น อพาร์ตเมนท์
  • สินทรัพย์ที่บริโภคกระแสเงินสด (Cash-consuming assets)
    ซื้อมาแล้วสูบเงินออกจากกระเป๋าเจ้าของ เช่น บ้านอยู่อาศัย
ถ้ามีเงินก้อนหนึ่งเท่า ๆ กัน คนรวยจะหาโอกาสซื้อ cash-generating assets คนจนจะหาโอกาสซื้อ cash-consuming assets 

Short URL = http://bit.ly/VPzuEg

==============================

ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ + เงินสด + มูลค่าปัจจุบันของ [ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลรับระหว่างถือหุ้น 10 ปี ]

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Thursday, November 29, 2012

คลิปสอน การหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ตามแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์

     ผมบังเอิญไปพบคลิปสอนการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น โดยการแกะรอยจากคำพูดที่บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ในโอกาสต่าง ๆ เชิญศึกษาดูได้เลยครับ




Short URL = http://goo.gl/srZLe

===================================================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผลระหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

 facebook.com/truestockvalue
 twitter.com/thstockinvest
 gplus.to/chamlaehoon
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Wednesday, October 10, 2012

ทำไมต้องตัดขาดทุน ?

     ผมไม่ได้ต้องการซ้ำเติมเพื่อนนักลงทุนที่เจ็บช้ำระกำใจจากการที่อยู่ดี ๆ หุ้นก็ตกมาก ๆ โดยไม่มีสาเหตุ ทำให้หลายท่านที่เผลอไปไล่ราคาหุ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนต้องพากันขาดทุน ในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่ผมคิดได้ก็คือ การเอาความจริงมาตีแผ่เตือนสติเพื่อน ๆ ด้วยสำนวนไทย "เสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย" ดังนี้ครับ
     สมมุติว่าท่านลงทุนซื้อหุ้นราคา 100 บาท อยู่ดี ๆ หุ้นตกเหลือแค่ 90 บาท ขาดทุนไป 10 บาท หรือ 10% หากท่านตัดสินใจขายหุ้นทิ้งไป เพื่อเก็บเงิน 90 บาทเอาไว้แก้มือภายหลัง ถามว่า ท่านต้องหาโอกาสลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่าใดจึงจะได้ทุน 100 บาทเดิมคืนมา ตอบว่าการลงทุนครั้งใหม่ต้องให้ผลตอบแทน 100/90 = 1.11 หรือ 11% ท่านจึงจะได้ทุน 100 บาทคืนมา ถามว่าโอกาสการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทน 11% หายากมั๊ย ตอบว่าไม่ยากครับ
     คราวนี้สมมุติท่านร่ำไร เสียน้อย เสียยาก ทำใจไม่ได้ ไม่อยากขาดทุน ปล่อยให้ราคาหุ้นลดลงไปอีก จนราคาหุ้นเหลือ 50 บาท ขาดทุนไป 50 บาท หรือ 50% หากท่านจำใจต้องขายหุ้นออกไปที่ราคานี้ เพื่อเก็บเงิน 50 บาทเอาไว้แก้มือภายหลัง ถามว่า ท่านต้องหาโอกาสลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่าใดจึงจะได้ทุน 100 บาทเดิมคืนมา ตอบว่าการลงทุนครั้งใหม่ต้องให้ผลตอบแทน 100/50 = 2.00 หรือ 100% ท่านจึงจะได้ทุน 100 บาทคืนมา ถามว่าโอกาสการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทน 100% หายากมั๊ย ตอบว่าหายาก มว๊าก ๆ ครับ คือหุ้นตัวใหม่ต้องเป็นหุ้นสองเด้ง ท่านถึงจะได้ทุนเดิมคืนมา 
     ลองสมมุติต่ออีกว่าหุ้นตกไปครึ่งหนึ่งแล้วท่านยังทำใจไม่ได้อีก ปล่อยให้ราคาหุ้นลดลงไปจนราคาหุ้นเหลือ 25 บาท ขาดทุนไป 75 บาท หรือ 75% หากท่านขายหุ้นออกไปที่ราคานี้ เพื่อเก็บเงิน 25 บาทเอาไว้แก้มือภายหลัง ถามว่า ท่านต้องหาโอกาสลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่าใดจึงจะได้ทุน 100 บาทเดิมคืนมา ตอบว่าการลงทุนครั้งใหม่ต้องให้ผลตอบแทน 100/25 = 4.00 หรือ 300% ท่านจึงจะได้ทุน 100 บาทคืนมา ถามว่าโอกาสการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทน 300% หายากมั๊ย ตอบว่าหายาก มว๊าก ๆ แบบว่าเริ่มจะงมเข็มในบ่อปลาคาร์ฟ นั่นแหละครับ คือหุ้นตัวใหม่ต้องเป็นหุ้นสี่เด้ง ท่านถึงจะได้ทุนเดิมคืนมา ด้วยเหตุนีั การรักษาต้นทุนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะโอกาสแก้ตัวงาม ๆ ไม่ได้มีวางไว้ให้เราพุ่งชนได้ง่าย ๆ ท่องเอาไว้ในใจนะครับ "ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด" ตารางข้างล่างผมทำตัวเลขเอาไว้ว่าโอกาสแก้มือของท่านนั้นยากเพียงใดหากท่านไม่ตัดไฟแต่ต้นลม ถ้ายังไม่หนำใจลองดูกราฟที่ตามมาครับ ท่านจะซึ้งในความหมายของภูมิปัญญาไทยที่ว่า "เสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย" หรืออีกสำนวนที่ว่า "อย่าดื้อตาใส" ครับ




Short URL =  http://bit.ly/1imC8gW

Inspiring investment hints. Click ! จุดประกายความคิดติดประเด็นการลงทุน คลิก! ]

==============================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน เพิ่มพูนกระแสเงินสด

มูลค่ากิจการ = ส่วนของเจ้าของ + มูลค่าปัจจุบันของ [ส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลที่ได้รับระหว่างเป็นเจ้าของกิจการ 10 ปี]

ค้นหาในกูเกิล "ลงทุนหุ้นไทย thstockinvest"

Friday, October 5, 2012

Mega Trends

ผมอ่านบทความ [ Mega Trend ] ของคุณธันวา เลาหศิริวงศ์ ได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย เลยเอามาสรุปสั้น ๆ ไว้ให้ระลึกถึงเมื่อยามต้องเลือกหุ้นเข้าพอร์ตดังนี้ครับ


Mega Trends

  • Aging society
  • Urbanization
  • Natural disasters
  • Globalization
  • Third screen
  • Energy and food demands
  • Rise of developing countries

เมกะเทรนด์

  • สังคมผู้สูงอายุ
  • การขยายตัวของสังคมเมือง
  • ภัยธรรมชาติ
  • โลกไร้พรมแดน
  • จอที่สาม = จอโมบาย (หลังจากจอทีวี และจอคอมพิวเตอร์)
  • ความต้องการพลังงานและอาหาร
  • การเจริญขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา

===================================================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผลระหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)


พิมพ์คำว่า "ลงทุนหุ้นไทย" ในกูเกิล


 facebook.com/truestockvalue

 twitter.com/thstockinvest
 gplus.to/chamlaehoon
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Saturday, September 22, 2012

หุ้น JAS เตรียมตัว ... ระวัง ...ไป ... ?


     ในโพสต์ก่อน ผมพาเพื่อนนักลงทุนเจาะเวลาหาอดีตไปดู [ เหตุการณ์ก่อนที่หุ้น JUBILE จะวิ่งหน้าตั้ง ดังเป็นพลุแตก ] โดยมองผ่าน [ ข้อคิดจากคุณวิชัย วชิรพงษ์ ] ที่ว่า "ถ้าหุ้นเป็น ขาลง แล้ววอลุ่มหาย นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น ขาขึ้น แล้ววอลุ่มหาย นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า มันกำลังจะวิ่ง" แน่นอนที่ว่าการมองย้อนอดีตจะอธิบายยังไงให้เข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่รับรู้ชัดเจนแล้วย่อมเป็นเรื่องง่าย จากการสำรวจกราฟราคาหุ้นของ JAS ผมสังเกตเห็นปรากฏการณ์คล้าย ๆ กันกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้แต่ยังไม่ครบสมบูรณ์ ยังไม่เป็นที่รับรู้ชัดเจนแก่นักลงทุนทั่วไป
     จากข้อคิดของเสี่ยยักษ์ ก่อนที่หุ้นจะวิ่งระเบิดเถิดเทิง เหตุการณ์สองอย่างมักจะเกิดนำมาก่อนคือ 1. หุ้นอยู่ในขาขึ้น (up trend)  และ 2. ปริมาณซื้อขายเหือดหาย (volume subside) ภาพข้างล่างเป็นกราฟหุ้นรายวันของ JAS ซึ่งผมสังเกตเห็นว่า ในช่วงประมาณ 7 เดือนมานี้ ราคาหุ้น JAS อยู่ในขาขึ้น ซึ่งแสดงด้วยลูกศรสีเขียว แต่เมื่อไปดูปริมาณการซื้อขายในช่วงเดียวกันพบว่า ปริมาณซื้อขายเหือดหายลงเรื่อย ๆ แสดงด้วยลูกศรสีแดง ซึ่งเสี่ยยักษ์บอกว่า มันผิดธรรมชาติ และให้สงสัยไว้ก่อนว่า ราคาหุ้นกำลังจะวิ่งระเบิดเถิดเทิง มาติดตามดูกันว่า ข้อสังเกตของเซียนหุ้น จะใช้กับกรณีศึกษาจริง เวลาจริง ไรจริง แบบนี้ได้หรือไม่ อย่างไร ไม่นานเกินรอครับ


===================================================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผลระหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

 facebook.com/truestockvalue
 twitter.com/thstockinvest
 gplus.to/chamlaehoon

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Tuesday, September 18, 2012

สรุปสิ่งที่ควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนกด "BUY"

ผมอ่าน Check List ที่เราควรตรวจสอบก่อนการลงทุนในกิจการใด ๆ เขียนโดย คุณธันวา เลาหศิริวงศ์

สรุปไว้ใช้งานจริงดังนี้ครับ

1. อุตสาหกรรมกำลังขาขึ้น ภาครัฐเกื้อหนุน

2. สินค้ามีแบรนด์ เป็นที่ต้องการของตลาด ยอดขายและกำไร เติบโตอย่างน้อยเท่า GDP จะให้ดีโตสองเท่า

3. โมเดลธุรกิจมี durable competitive advantage กำหนดราคาขายได้ มาร์เก็ตแชร์เพิ่มเรื่อย ๆ

4. ผู้บริหารเก่ง ประวัติดี ใช้คนเป็น

5. บรรษัทภิบาลดี เปิดเผยข้อมูล แคร์นักลงทุน

6. ราคาเข้าลงทุนมีส่วนลดมาก ๆ

===================================================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผล
ระหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)

พิมพ์คำว่า "ลงทุนหุ้นไทย" ในกูเกิล

facebook.com/truestockvalue
twitter.com/thstockinvest
gplus.to/chamlaehoon
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Thursday, August 16, 2012

ฝึกคิดเร็วให้เป็นนิสัย ช่วยปรับปรุงการลงทุนของท่านได้


     ในช่วงนี้เป็นฤดูกาลประกาศผลประกอบการของกิจการต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ การประเมินความก้าวหน้าหรือถดถอยของผลประกอบการมักนิยมดูกันที่ กำไรสุทธิ โดยเทียบดูว่า 

  • ในรอบไตรมาสล่าสุด กิจการมีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง กี่เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว
  • ในรอบ 6 เดือนล่าสุด กิจการมีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง กี่เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับรอบระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
  • ในรอบ 9 เดือนล่าสุด กิจการมีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง กี่เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับรอบระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
  • ในรอบ 12 เดือนล่าสุด กิจการมีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง กี่เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับรอบระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

เมื่อมีการประกาศผลประกอบการออกมา เราสามารถประเมินความก้าวหน้าหรือถดถอยของผลประกอบการดังด้วยหลักการคิด (แบบยาว) ดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงของตัวเลข = ตัวเลขใหม่ - ตัวเลขเก่า
  • การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขแสดงเป็น % =  100*(ตัวเลขใหม่ - ตัวเลขเก่า)/ตัวเลขเก่า

ตัวอย่าง
--------------------------------------------------------------

         สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)             
                 บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
                                           (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม                              
                                   ไตรมาสที่ 2               งวด 6 เดือน

       สิ้นสุดวันที่               30 มิถุนายน               30 มิถุนายน

             ปี                    2555         2554         2555         2554

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ   51,380       26,364       96,520       44,542

--------------------------------------------------------------

2012Q2 การเปลี่ยนแปลง = 100*(51,380-26,364)/26,364 = +94.89%

2012H1 การเปลี่ยนแปลง = 100*(96,520-44,542)/44,542 = +116.69%

ตัวอย่าง
--------------------------------------------------------------
         สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)             
                บริษัท แอล.วี.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
                                           (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม                              
                                   ไตรมาสที่ 2               งวด 6 เดือน

       สิ้นสุดวันที่              30 มิถุนายน               30 มิถุนายน

             ปี                    2555         2554         2555         2554

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ  (109,770)     8,136     (93,400)     (17,086)
--------------------------------------------------------------


2012Q2 การเปลี่ยนแปลง = 100*( (-109,770) - 8,136)/8,136 = -1,449.19%

2012H1 การเปลี่ยนแปลง = 100*( (-93,400) - (-17,086) )/(17,086) = -446.65%

     จากตัวอย่างทั้งสองกิจการข้างต้น จะเห็นได้ว่า สูตรการคิดปริมาณการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขกำไรสุทธิมีทั้งการลบและการหารตัวเลข ถ้ามีการขาดทุนสุทธิเกิดขึ้น การกรอกตัวเลขลงในสูตรจะยุ่งยากและสับสนได้ง่าย โดยส่วนตัวแล้วเมื่อผมอ่านผลประกอบการของกิจการต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่สะดวกในการคำนวณดังกล่าว ดังนั้นผมจึงคิดค้นหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้คำนวณได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นดังนี้
  • ผลการเปรียบเทียบตัวเลข = ตัวเลขใหม่ / ตัวเลขเก่า
  • ลบผลการเปรียบเทียบตัวเลขด้วย 1
  • เลื่อนจุดทศนิยมไปทางขวา 2 ตำแหน่ง
  • พิจารณาว่า ผลประกอบการเพิ่มขึ้นหรือลดลง 

สาลี่อุตสาหกรรม 
2012Q2:  51,380/26,364 = 1.9489 เมื่อลบด้วย 1 จะได้ 0.9489 หรือ  เพิ่ม 94.89%
2012H1:  96,520/44,542  = 2.1669 เมื่อลบด้วย 1 จะได้ 1.1669 หรือ  เพิ่ม 116.69%

แอล.วี. เทคโนโลยี

2012Q2:   -109,770/8,136  = -13.4919 เมื่อลบด้วย 1 จะได้ -14.4919 หรือ ลด 1,449.19%
2012H1:  (-93,400)/(-17,086)  = 5.4665 เมื่อลบด้วย 1 จะได้ 4.4665 หรือ  ลด 446.65%

จากตัวอย่างข้างบน สรุปขั้นตอนการคำนวณได้ว่า 
  • หาร
  • ลบ 1
  • เลื่อนจุดไปขวาสองครั้ง
  • เพิ่มหรือลด
ขั้นตอนทั้งสี่นี้ นอกจากการหารแล้ว เพื่อนนักลงทุนสามารถคิดในใจได้โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที เพราะชีวิตของนักลงทุนเต็มไปด้วยการคิดเปรียบเทียบตลอดเวลา ถ้าท่านลองฝึกเล่นดูบ่อย ๆ จนชำนาญจะช่วยลดระยะเวลาการศึกษาผลประกอบการของกิจการได้อย่างมากครับ  

===================================================

ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผลร
ะหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)


ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่


หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Wednesday, June 13, 2012

ว่าด้วยการใช้ข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติผ่านบัญชี NVDR

     ทุกสิ้นวันทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ราว ๆ ตีสอง เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ http://www.set.or.th/set/nvdroverview.do จะเผยแพร่ข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติผ่านบัญชี NVDR ซึ่งสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้ 30 วัน ข้อมูลที่เผยแพร่นั้นครอบคลุมหุ้นทุกตัวในตลาด SET และ MAI โดยแบ่งประเภทข้อมูลเป็น 

  • Trading by stock บอกว่าหุ้นแต่ละตัวมีนักลงทุน NVDR ซื้อกี่หุ้น ขายกี่หุ้น และซื้อ/ขายสุทธิกี่หุ้น
  • Share outstanding บอกว่านักลงทุน NVDR ถือหุ้นแต่ละตัวในมืออยู่กี่หุ้น
ข้อมูลทั้งสองประเภทมีวันที่กำกับเอาไว้ ที่ผ่านมาผมเก็บข้อมูลจากหน้า Share outstanding เอาไว้ติดตามปริมาณหุ้นในมือของต่างชาติ NVDR เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มนี้ว่ามีผลต่อหุ้นตัวที่สนใจอยู่อย่างไร ดังที่ผมได้แชร์ข้อมูลของหุ้น IVL ไว้ในหลายโพสต์ เมื่อวานนี้คุณ Jerry Cat ได้กรุณาแย้งมาว่า ข้อมูลที่ผมใช้คือ Share outstanding (ปริมาณหุ้นในมือ) นั้นคลาดเคลื่อนเรื่องเวลาไป 3 วัน ผมจึงได้โทรไปสอบถามกับบริษัท ไทย เอ็นวีดีอาร์ จำกัด ได้คำตอบว่า วันที่ซึ่งกำกับข้อมูล Share outstanding เป็นวันที่ซึ่งปริมาณหุ้นในมือต่างชาติได้รับการยืนยันหรือนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง (เกิด settlement ณ วันที่ T+3) แล้ว จึงเป็นปริมาณหุ้นในมือที่แท้จริงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 3 วันทำการก่อนหน้า เช่น share outstanding กำกับวันที่ไว้เป็น วันจันทร์ที่ 11 มิ.ย. 2012 ข้อมูลเป็นปริมาณหุ้นในมือที่แท้จริง ณ สิ้นวันพุธที่ 6 มิ.ย. 2012 ดังนั้นกราฟข้อมูลที่ผมใช้จึงต้องเลื่อนไปทางซ้าย 3 วันทำการจึงจะถูกต้อง นี่แหละคือข้อดีของการแชร์ข้อมูลการลงทุนกันในอินเตอร์เน็ต เพราะถ้ามีข้อผิดพลาดอาจมีผู้สะกิดให้เรารู้ตัวเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องครับ

สำหรับข้อมูล Trading by stock นั้นได้รับคำอธิบายจากไทย เอ็นวีดีอาร์ว่า เป็นปริมาณ ซื้อ ขาย และ ซื้อ/ขายสุทธิ ของนักลงทุนผ่าน NVDR วันที่ซึ่งกำกับข้อมูลจะตรงกับวันซื้อขาย แต่ตัวเลขข้อมูลจะเป็นตัวเลขที่ยังไม่นิ่ง เพราะยังไม่เกิดการ settlement ส่งมอบหุ้นกันจริง ๆ ครับ


===================================================


ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Tuesday, June 12, 2012

ต่างชาติ NVDR ขาย IVL อีกสองล้านเจ็ดแสนหุ้น ราคาหุ้นพุ่งอีก 5%

หลังจากระยะสามเดือนที่ต่างชาติ NVDR ได้ทยอยสะสมหุ้น IVL แบบไม่เร่งรีบ ราคาหุ้นยิ่งลงยิ่งซื้อ (ดูกรอบสีน้ำตาลในภาพข้างล่าง) บัดนี้นักลงทุนสายป่านยาว กำลังเริ่มขายหุ้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด วันที่ 11 มิ.ย. 2012 ต่างชาติ NVDR ได้ขายหุ้นออกมาอีก 2,690,200 หุ้น ต่อจากวันก่อนหน้าที่ขายออกมาห้าล้านกว่าหุ้น ในขณะที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 5.36% ต่อจากการพุ่งกว่าหกเปอร์เซนต์ในวันก่อนหน้า ลักษณะทำนองนี้เคยเกิดมาแล้วในช่วงต้นปี 2012 ที่ผ่านมา (ดูกรอบสีชมพูในภาพข้างล่าง) ซึ่งควรที่จะสังเกตว่า การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นในครั้งนั้นเป็นการขึ้นที่ไม่ยั่งยืน พอราคาขึ้นไปชนเส้นค่าเฉลี่ย 300 วันที่ประมาณราคา 42 บาท แล้วก็ทยอยปรับตัวลงมาจนทำจุดต่ำสุดในรอบสามเดือนที่ประมาณณ 26 บาท ถ้าในครั้งนี้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอีก เราควรให้ความสำคัญกับเส้นค้าเฉลี่ย 200 วัน และ 300 วัน ตามลำดับครับ




===================================================

ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย" ที่
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"



Wednesday, June 6, 2012

การเคลื่อนไหวของดัชนี SET ในมุมมองตามทฤษฎี fan lines และ fund flow ของต่างชาติ


ผมลองใช้ทฤษฎี fan lines มาจับความเป็นไปของดัชนี SET โดยการลากเส้นตรงจากจุดต่ำสุดของ SET ย่าน 400 จุด ในเหตุการณ์วิกฤติซับไพรม์ปลายปี 2008 ไปผ่านจุดสูงสุด-ต่ำสุดตามบริเวณต่าง ๆ ในกราฟ SET รายวัน (เส้นสีแดง) ผลที่ได้ออกมาเป็นดังภาพข้างล่างครับ จากการพิจารณาผมพบว่าจุดต่ำสุด-สุดสูงของ SET เข้ากันกับเส้นตรงที่แผ่ออกไปเป็นรูปพัดได้ค่อนข้างดี มีบ่อยครั้งที่ เส้นหนึ่งเส้นใดจะผ่านจุดต่ำสุด-สูงสุดหลายจุด ณ วันที่ 5 มิ.ย. 2012 ดัชนี SET ได้ลงมาแตะเส้นตรงเส้นหนึ่งบริเวณกึ่งกลางพัดพอดี หรือที่ระดับประมาณ 1100 จุดนั่นเอง จากรูปจะเห็นว่าเส้นตรงที่อยู่ต่ำถัดลงมา 1 เส้น คือเส้นที่ลากผ่านจุดต่ำสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2011 ในระหว่างเส้นตรงสองเส้นนี้ผมมองไม่เห็นจุดต่ำสุด-สูงสุดที่จะให้มีเส้นตรงอื่น ๆ ลากผ่านได้เลย นั่นหมายความว่า หาก SET หลุดเส้นตรงที่กำลังยับยั้งอยู่ในปัจจุบันลงไป เส้นต่อไปคือเส้นที่ลากผ่านจุดต่ำสุดของปี 2011 แถว ๆ ระดับ 1000 จุดครับ 

2012-06-06 SET chart with fan lines and foreign holdings

เส้นสีน้ำเงินในกราฟแสดงปริมาณเงินลงทุนของต่างชาติในหุ้นไทย จะเห็นได้ชัดเจนว่า ต่างชาติได้กลับลำระบายหุ้นออกมาแล้ว และยังไม่มีวี่แววการกลับทิศมาสะสมหุ้นไทยเข้าพอร์ตใหม่อีกครั้งหนึ่งแต่อย่างใด (ลูกศรชี้ OUT FLOW) อย่างไรก็ตามจะเห็นในกราฟว่านับแต่วิกฤติซับไพรม์เป็นต้นมา ในแนวโน้มใหญ่ต่างชาติยังคงสะสมหุ้นไทยขึ้นมาเรื่อย ๆ ครับ โดยในระหว่างทางมีการเล่นรอบสลับไปมา ในแต่ละรอบ ดัชนี SET และการเคลื่อนไหวของต่างชาติจะเป็นดังนี้ครับ
  • เมื่อการแรลลี่ดำเนินไปจนถึงยอดแล้ว ต่างชาติจะรอให้ดัชนีปรับพักฐานกลับทิศเล็กน้อย ก่อนที่จะเทขายตามน้ำออกมา
  • เมื่อการพักปรับฐานดำเนินไปพอสมควรแล้ว (พอสมควรในความคิดของต่างชาติ บ่อยครั้งมีเส้นต่าง ๆ ตามปัจจัยเทคนิคแบบต่าง ๆ เป็นจุดสังเกต) ต่างชาติจะกลับลำเข้าสะสมหุ้น พร้อม ๆ กันกับที่ SET กลับลำเริ่มทำแรลลี่รอบใหม่อีกครั้ง
ดังนั้น ตราบเท่าที่ผมยังไม่เห็นวี่แววการกลับทิศของกราฟเส้นสีน้ำเงิน การรีบาวน์ของ SET ก็เป็นเพียงแบบชั่วคราวเพื่อลงต่ออีกครับ โดยส่วนตัวผมกำลังรอให้ out flow เปลี่ยนเป็น in flow เพื่อให้แน่ใจว่าการเด้งกลับของ SET ที่ผมรอคอยเป็นแบบที่จะไปต่อยาวสักหน่อย ความเสี่ยงจะได้น้อยลงครับ


===================================================

ติดตาม "ลงทุนหุ้นไทย ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา" ที่
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา "ชำแหละพื้นฐานหุ้น "