Showing posts with label [.Fund protection]. Show all posts
Showing posts with label [.Fund protection]. Show all posts

Tuesday, March 26, 2013

ระดับ Fibonacci ของ SET ประจำการไต่ระดับจาก 1,263.05 ไป 1,601.34 จุด

     หลังจากแตะเส้นค่าเฉลี่ย 77 วัน ที่ระดับ 1,263.05 จุด ดัชนี SET ก็วิ่งยาวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,601.34 จุด เคลื่อนขึ้นไป 338.29 จุด เมื่อดัชนีหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 14 วันที่ยืนเหนือเส้นนี้มาได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ก็เป็นอันว่าถึงเวลาพักปรับฐาน ตามทฤษฎี Fibonacci retracement การไต่ระดับดังกล่าวมีเป้าหมายของการพักปรับฐานดังนี้

Begin = 1,263.05
End = 1,601.34
Difference = 338.29

Targets = End + [ Difference x Fibonacci ratio ]
= 1,601.34+ ( 338.29 x 2.618 ) = 262 % = 2,486.98
= 1,601.34+ ( 338.29 x 2.058 ) = 206 % = 2,297.54
= 1,601.34+ ( 338.29 x 1.618 ) = 162 % = 2,148.69
= 1,601.34+ ( 338.29 x 1.272 ) = 127 % = 2,031.64
= 1,601.34+ ( 338.29 x 1.000 ) = 100 % = 1,939.63
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.786 ) = 79 % = 1,867.24
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.618 ) = 62 % = 1,810.40
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.486 ) = 49 % = 1,765.75
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.382 ) = 38 % = 1,730.57
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.300 ) = 30 % = 1,702.83
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.236 ) = 24 % = 1,681.18
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.146 ) = 15 % = 1,650.73
= 1,601.34+ ( 338.29 x 0.000 ) = 0 % = 1,601.34
= 1,601.34+ ( 338.29 x -0.146 ) = -15 % = 1,551.95
= 1,601.34+ ( 338.29 x -0.236 ) = -24 % = 1,521.50
= 1,601.34+ ( 338.29 x -0.300 ) = -30 % = 1,499.85
= 1,601.34+ ( 338.29 x -0.382 ) = -38 % = 1,472.11
= 1,601.34+ ( 338.29 x -0.486 ) = -49 % = 1,436.93
= 1,601.34+ ( 338.29 x -0.618 ) = -62 % = 1,392.28
= 1,601.34+ ( 338.29 x -0.786 ) = -79 % = 1,335.44
= 1,601.34+ ( 338.29 x -1.000 ) = -100 % = 1,263.05

การปรับฐานที่เกิดขึ้นบ่อยอยู่ระหว่าง -38% และ -62% ของระยะทางที่ดัชนีวิ่งขึ้นไป (338.29 จุด) หรือช่วงระดับ Fibonacci ที่มีพื้นสีเหลืองครับ

Short URL = http://bit.ly/11ElO7A

==============================

ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ + เงินสด + มูลค่าปัจจุบันของ [ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลรับระหว่างถือหุ้น 10 ปี ]

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Wednesday, March 20, 2013

ภาพหลุดของ CK และระดับ Fibonacci ประกอบฉาก

     หลังจากวิ่งหน้าตั้งขึ้นมาประมาณ 3 เท่า จาก 10 บาท ไป 29.50 บาท บัดนี้ ราคาหุ้น CK ไม่สามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA14 วันที่ใช้เป็นบันไดไต่ราคามาตลอดทางเริ่มตั้งแต่ราคาหุ้น 10 บาท ดังในภาพข้างล่าง ไม่เท่านั้น ราคาปิดของ CK วันนี้ (20 มีนาคม 2013) ที่ 25.50 บาทยังต่ำกว่าเส้น SMA28 วันอีกด้วย  เป็นอันคอนเฟิร์มว่า ถึงเวลาพักเหนื่อย



ตามทฤษฎี Fibonacci retracement การไต่ราคาจาก 10.00 บาทไปหา 29.50 บาทแล้วปรับฐานมีเป้าหมายดังนี้

Begin = 10.00
End = 29.50
Difference = 19.50

Targets = End + [ Difference x Fibonacci ratio ]

= 29.50 + ( 19.50 x 17.944 ) = 1,794 % = 379.41
= 29.50 + ( 19.50 x 11.090 ) = 1,109 % = 245.76
= 29.50 + ( 19.50 x 6.854 ) = 685 % = 163.15
= 29.50 + ( 19.50 x 4.236 ) = 424 % = 112.10
= 29.50 + ( 19.50 x 3.330 ) = 333 % = 94.44
= 29.50 + ( 19.50 x 2.618 ) = 262 % = 80.55
= 29.50 + ( 19.50 x 2.058 ) = 206 % = 69.63
= 29.50 + ( 19.50 x 1.618 ) = 162 % = 61.05
= 29.50 + ( 19.50 x 1.272 ) = 127 % = 54.30
= 29.50 + ( 19.50 x 1.000 ) = 100 % = 49.00
= 29.50 + ( 19.50 x 0.786 ) = 79 % = 44.83
= 29.50 + ( 19.50 x 0.618 ) = 62 % = 41.55
= 29.50 + ( 19.50 x 0.486 ) = 49 % = 38.98
= 29.50 + ( 19.50 x 0.382 ) = 38 % = 36.95
= 29.50 + ( 19.50 x 0.300 ) = 30 % = 35.35
= 29.50 + ( 19.50 x 0.236 ) = 24 % = 34.10
= 29.50 + ( 19.50 x 0.146 ) = 15 % = 32.35
= 29.50 + ( 19.50 x 0.000 ) = 0 % = 29.50
= 29.50 + ( 19.50 x -0.146 ) = -15 % = 26.65 => SMA14D
= 29.50 + ( 19.50 x -0.236 ) = -24 % = 24.90 => SMA42D
= 29.50 + ( 19.50 x -0.300 ) = -30 % = 23.65
= 29.50 + ( 19.50 x -0.382 ) = -38 % = 22.05 => SMA63D
= 29.50 + ( 19.50 x -0.486 ) = -49 % = 20.02 => SMA77D
= 29.50 + ( 19.50 x -0.618 ) = -62 % = 17.45
= 29.50 + ( 19.50 x -0.786 ) = -79 % = 14.17
= 29.50 + ( 19.50 x -1.000 ) = -100 % = 10.00

Short URL = http://bit.ly/YGiYHW

==============================

ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ + เงินสด + มูลค่าปัจจุบันของ [ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลรับระหว่างถือหุ้น 10 ปี ]

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Friday, December 7, 2012

หุ้น CK สร้างกราฟรูปถ้วยกาแฟเสร็จแล้ว ส่วนจะมีหูจับหรือไม่ต้องตามดูต่อไป การ let profit run ต้องทำอย่างไร ?

     หลังจากที่หุ้น CK ได้รับสัญญาณฟ้าเปิด (รัฐบาลจริงจังกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และรัฐบาลลาวเดินหน้าโครงการเขื่อนไซยะบุรีอย่างเป็นทางการ) เป็นผลทำให้ [ ราคาหุ้นหลุดออกจากแนวโน้มขาลง ] และไต่ขึ้นไปหาระดับจุดสูงสุดเดิมอย่างรวดเร็ว ดังภาพข้างล่าง และในวันนี้ (7 ธ.ค. 2012) ได้ขึ้นมาปิดบนเส้นแนวต้านหลักสีแดงแนวนอนที่ 11.40 บาท เมื่อมองตามแนวเส้นสีชมพูจะเห็นกราฟเป็นรูปถ้วย มีระดับปากถ้วยอยู่ที่ 11.40 บาท ก้นถ้วยอยู่ที่ 5.55 บาท เมื่อราคาหุ้นขึ้นชนจุดสีเขียวแล้ว อาจจะพุ่งผ่านระดับปากถ้วยขึ้นไปเลย หรืออาจรีรอย้ำฐานที่ระดับปากถ้วยให้แน่นก่อนค่อยไปต่อ ถ้ามีการย้ำฐานให้แน่น กราฟบริเวณนั้นจะมีลักษณะออกด้านข้างคล้ายรูปหูจับของถ้วย 
     ไม่ว่าจะมีหูจับเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ในทางทฤษฎี เมื่อผ่านระดับปากถ้วยขึ้นไปได้แล้ว ราคาหุ้นจะไต่ระดับขึ้นไปจนถึงเป้าหมายที่อยู่สูงจากปากถ้วยเท่ากับความลึกของถ้วย หรือที่ 11.40 + (11.40 - 5.55) = 17.25 บาท ปรับสเปรดให้ลงตัวเป็น 17.20 ดังนั้นในตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือ การตั้งหลักเกณฑ์ "ประคองให้กำไรได้มีโอกาสเติบโตตามศักยภาพ" หรือ let profit run จากรูปผมจะใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 40 วัน หรือ SMA40D สีเหลือง เป็นเครื่องมือบ่งชี้ว่าเมื่อใดควรขายทำกำไรทั้งหมดหรือบางส่วน โดยมีหลักเกณฑ์ว่า ตราบใดที่ราคาหุ้นยังคงปิดเหนือเส้นนี้อยู่ เราก็ถือหุ้นไปเรื่อย ๆ  และจะขายทำกำไรบางส่วนหรือทั้งหมดเมื่อมีการปิดต่ำกว่าเส้นดังกล่าว การทำตามเกณฑ์ดังว่านี้ เรียกว่า การขายตามระบบ ครับ 



   การที่ผมกล่าวว่า เมื่อราคาหุ้นปิดต่ำกว่า SMA40D แล้วต้องขายบางส่วนหรือทั้งหมดหมายความว่ายังไง ? ก็หมายความว่า นักลงทุนที่มองภาพใหญ่และเชื่อว่า ซุปเปอร์ไซเคิลของ หุ้นรับเหมาก่อสร้างได้เริ่มขึ้นแล้ว และจะยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายปี จะเก็บหุ้นไว้บางส่วนไม่ขายทำกำไรออกมาหมด เนื่องจากการแรลลี่ราคากับการพักปรับฐานจะเกิดขึ้นสลับกันไปเรื่อย ๆ ดังนั้น หากจะขายทำกำไร ก็ควรจะขายเฉพาะส่วนที่คาดว่า ราคาหุ้นจะพักปรับฐานลงมา เช่น คาดว่า ราคาหุ้นจะแรลลี่ไปจนชนเป้าหมายที่ 17.20 บาทแล้วพักปรับฐานลงมา บ่อยครั้งจะลงมาได้มากถึงระดับสูงสุดเดิม ในที่นี้คือ 11.40 บาท ก็ขายเฉพาะหุ้นที่เข้าซื้อด้วยต้นทุนเกิน 11.40 บาท ส่วนที่ซื้อต่ำกว่า 11.40 บาท เก็บไว้ไม่ขาย เงินที่ได้จากการขายหุ้นส่วนที่ราคาเกิน 11.40 บาท ก็นำไปใช้หนี้ หรือถ้าไม่มีหนี้ก็เก็บไว้รอเข้าซื้อตอนที่ราคาหุ้นพักปรับฐานลงมา โดยมากเราจะไม่ทราบว่าหุ้นจะพักปรับฐานลงมามากน้อยเพียงใด แต่การขายหุ้นส่วนที่ต้นทุนสูงกว่าราคาสูงสุดเดิมออกไปก็เป็นมาตรการที่ใช้ได้ค่อนข้างดีครับ

สรุป

  • หากราคาหุ้นปิดเหนือ SMA40D ไม่ทำอะไร let profit run ถ้ามีเงินเหลือจะซื้อเพิ่มไปเรื่อย ๆ ก็ได้ แต่ต้อง cut loss ที่ 10% เสมอ
  • หากราคาหุ้นปิดต่ำกว่า SMA40D ขายทั้งหมด หรือเฉพาะส่วนที่ต้นทุนสูงกว่า 11.40 บาท เก็บเงินสดรอเข้ารอบใหม่ตอนราคาหุ้นปรับฐานลงมาแล้วค่อยเข้าใหม่
  • ปกป้องพอร์ตโดยรวมตาม [ แผนปกป้องมูลค่าพอร์ตภาคปฏิบัติ ]

Short URL =  
http://bit.ly/YHVI2v

อ่านบทความเกี่ยวกับ CK ทั้งหมดได้ [ ที่นี่ ]

==============================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ + เงินสด + มูลค่าปัจจุบันของ [ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลรับระหว่างถือหุ้น 10 ปี ]

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Friday, November 9, 2012

วางแผนการลงทุนหุ้น CK ด้วยข้อพิจารณาทางเทคนิค

     ผมเคยโพสต์เกี่ยวกับ CK เมื่อหลายเดือนก่อนว่า [ ฟ้าเริ่มเปิดแล้วที่ CK ] เนื่องจากการที่รัฐบาลเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อ "take a giant leap" นำประเทศให้เป็นชุมทางการค้าโลกทั้งทางบกผ่านถนนและทางรถไฟ เชื่อม จีน-ไทย-อาเซียน ทางน้ำด้วยการเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียผ่านแลนด์บริดจ์ แหลมฉบัง-ทวาย ทางอากาศผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา ซึ่งผู้รับเหมาทุกเจ้าย่อมได้ส่วนแบ่งงานก่อสร้างเหล่านี้ ที่สำคัญในขณะนี้คือการที่รัฐบาลลาวเริ่มก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี (โครงการรับเหมาใหญ่สุดที่ CK เคยได้มา และ CK เป็นผู้ลงทุนหลักในการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนนี้ขายให้ กฟผ.) อย่างเป็นทางการ หลังจากหยุดชะงักไปพักใหญ่เพราะการคัดค้านของรัฐบาลลาวและกัมพูชา ขณะนี้เคลียร์กับเวียดนามและกัมพูชาได้แล้ว หากโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งแรกนี้ดำเนินไปด้วยดี รัฐบาลลาวยังวางแผนจะสร้างแบบเดียวกันนี้อีกหลายแห่งตามนโยบายทำลาวให้เป็นแบตเตอรี่แห่งเอเซีย และ CK เองก็คงจะอยู่ในแถวหน้าของผู้มีโอกาสได้งานสร้างเขื่อนต่อ ๆ ไปเหล่านั้น  
     CK ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับเหมาก่อสร้างเท่านั้น แต่ธุรกิจที่แท้จริงคือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะเติบโตไปกับเศรษฐกิจของประเทศได้แก่ ทางด่วน (BECL) รถไฟฟ้า (BMCL) น้ำประปา (TTW) ผลิตไฟฟ้า (CK power) นี่เป็นภาพใหญ่ที่ผมเปรียบเทียบว่า "ฟ้าเปิด" นั่นเองครับ เมื่อชำแหละงบการเงินของ CK จนถึงไตรมาส 2012Q2 พบว่า กำไรของผู้ถือหุ้นสะสมยังอยู่ในช่วงขาลงและยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว อย่างไรก็ตามการวางศิลาฤกษ์และเริ่มก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีเป็นการรับประกันรายได้ระยะ 8 ปี ของ CK ว่าจะต้องเพิ่มขึ้นชนิด "take a giant leap" ดังนั้นแม้ว่าจะยังไม่สามารถหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น CK ได้ในขณะนี้ ก็ยังถือได้ว่า การลงทุนในบรรยากาศเช่นนี้มีความปลอดภัยกว่าในบรรยากาศฟองสบู่มากครับ

Entry strategy

     ปลายเดือนสิงหาคม 2012 สัญญาณ MACD(12,26) ในกราฟรายวันของ CK เปลี่ยนผ่านจากแดนลบเข้าสู่แดนบวก ตามด้วยกลางเดือนกันยายน 2012 ราคาหุ้น CK ทะลุออกจากกรอบแนวต้านรูปผืนธงสามเหลี่ยม (ป้ายแดง Breakout) พร้อมปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมาสนับสนุนอย่างชัดเจน (วงรีสีเขียว) หลังจากทะลุกรอบแนวต้านออกมาได้แล้ว ราคาหุ้น CK ได้แกว่งตัวขึ้นไปตามช่องแนวโน้มขาขึ้นสีเขียวดังภาพข้างล่าง ในภาพจะมองเห็นแนวต้านใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าคือ จุดสูงสุดเดิม 11.40 บาท เมื่อเดือนตุลาคม 2010 เมื่อพิจารณาความเสี่ยงการลงทุนโดยใช้แนวต้านดังกล่าวเป็นเป้าหมายการปรับตัวขึ้นของราคา และใช้ราคาสูงสุดในระยะปัจจุบันที่ราคา 9.55 บาท เป็นจุดเข้าลงทุน คร่าว ๆ จะได้ผลตอบแทน 11.40/9.55 = 19% ถ้าตั้งตัดขาดทุนไว้ 10% ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง จะอยู่ที่ 1.9 เท่า แต่ถ้าใช้เป้าหมายในระยะยาวจากรูปกราฟ cup with a handle ดู [ ฟ้าเริ่มเปิดที่แล้ว CK ] ซึ่งชี้ไปที่ 20 บาท จะได้ผลตอบแทน 20.00/9.55= 109% หรือผลตอบแทนต่อความเสี่ยงจะอยู่ที่ 10.9 เท่าครับ




Exit strategy

     จากภาพข้างบน ถ้าสังเกตบริเวณที่มีการ breakout จะเห็นรูปกราฟ cup with a handle ขนาดย่อม ๆ โดยที่รูปกราฟนี้ได้ฟอร์มตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อขยายกราฟบริเวณนี้เพื่อดูรายละเอียดจะเห็นรูปถ้วยกาแฟมีหูจับอย่างชัดเจนดังภาพข้างล่าง ในระยะปัจจุบัน ราคาหุ้น CK ได้แกว่งขึ้นลงย้ำฐานบริเวณมือจับของถ้วยกาแฟ เตรียมพร้อมจะไต่ระดับขึ้นไป ทำให้ระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะเข้าลงทุน หากบรรยากาศของตลาดโดยรวมเอื้อให้ทำเช่นนั้น ผมวาดรูปถ้วยกาแฟมีหูด้วยเส้นร่างสีน้ำเงิน ถ้วยกาแฟนี้มีก้นถ้วยอยู่ที่ 6.70 บาท และปากถ้วยอยู่ที่ 8.50 บาท คิดเป็นความสูงของถ้วย 1.80 บาท ดังนั้นรูปกราฟนี้จึงมีเป้าหมายชี้ไปที่ 8.50 + 1.80 = 10.30 บาท 
     สมมุติว่าเราเข้าลงทุนไปแล้ว และในเบื้องต้นรูปกราฟ cup with a handle ชี้เป้าไปที่ 10.30 บาท คราวนี้ก็จะต้องกำหนดกฎการขายให้กับการลงทุนใน CK โดยมีวัตถุประสงค์ในการปล่อยให้เงินทำงาน ไปพร้อม ๆ กับการปกป้องรักษามูลค่าพอร์ตไม่ให้เสียหายมากเกินไป จากภาพข้างล่าง ถ้าเริ่มนับจากจุดต่ำสุดของการปรับฐานรอบล่าสุดที่ 6.70 บาท ผมสร้างช่องแนวโน้มราคาขาขึ้นได้ดังช่องสีเขียว มีแกนกลางเป็นเส้นสีชมพู ผมตั้งเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่รายวัน สีเหลือง โดยเริ่มจาก 75 วัน แล้วค่อย ๆ ปรับลดจำนวนวันลงจนกระทั่งเส้นค่าเฉลี่ยแตะระดับต่ำสุดของกราฟราคาหุ้นที่กำลังไต่ระดับไปตามแนวเส้นสีชมพู ได้เป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 40 วัน หรือ SMA40D ผมจะเริ่มใช้ SMA40D เป็นเส้นการตัดขายหุ้นไปก่อนในช่วงเริ่มแรกนี้ แล้วค่อย ๆ ปรับแต่งให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นตามเวลาที่ราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นไป ในปัจจุบัน (9 พ.ย. 2012) ค่า SMA40D อยู่ที่ 8.71 บาท หมายความว่าการแกว่งตัวของราคาหุ้นไม่ควรทำให้ราคาลงมาต่ำกว่า 8.71 บาท ระดับนี้ต่ำกว่าราคาปิด ณ วันที่ 9 พ.ย. 2012 ที่ 9.05 บาท อยู่ 1 - (8.71/9.05) = 3.76% ถ้าหากเส้น SMA40D เป็นเกณฑ์การขายที่ดีพอ ราคาหุ้นที่กำลังแกว่งตัวลงในขณะนี้ก็ไม่ควรลงไปต่ำกว่า 8.71 บาทนั่นเองครับ


URL สั้นของหน้านี้คือ http://goo.gl/tmKoe

อ่านบทความเกี่ยวกับ CK ทั้งหมดได้ [ ที่นี่ ]

===================================================

ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผลระหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

 facebook.com/truestockvalue
 twitter.com/thstockinvest
 gplus.to/chamlaehoon
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"


Thursday, November 8, 2012

Let profit run คืออย่างไร กรณีศึกษา STPI

      เมื่อวานผมดูรายการ "มือใหม่" ทาง Money Channel มีผู้ถามพิธีกรมาว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ขายหมู ทางรายการให้คำแนะนำว่า การขายหมูหรือการขายหุ้นออกเร็วเกินไปด้วยกำไรเพียงเล็กน้อยเป็นความเสียหาย ทางแก้คือ อาจจะเลื่อนไปดูกราฟรายสัปดาห์แทนการดูกราฟรายวัน เพื่อให้หุ้นมีโอกาสกระเพื่อมได้มากขึ้น หากราคาหุ้นเกิดสัญญาณขายในกราฟรายสัปดาห์ค่อยขาย ผมฟังแล้วก็นึกถึงการขายหมูของตัวเองนั่นคือการที่ผมซื้อหุ้น STPI ที่แถว ๆ 30 บาท (ตอนเข้าทำตามนโยบายลงทุน ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด เกือบทุกประการ) แล้วไปขายออกที่ 39 บาท กำไร 9/30 = 30% เหตุที่ขายเพราะคิดว่า เกิดสัญญาณขายเนื่องจาก MACD ในกราฟหุ้นรายวันตัดกันแบบหมี ในขณะที่การลงทุนครั้งนี้ได้กำไรแล้ว 30% ในเวลา 1 เดือน ปรากฎว่าตอนนี้ราคาหุ้น STPI อยู่ที่ประมาณ 59 บาท เพิ่มขึ้นมาจากที่ผมขายออกไปถึง 20 บาท เป็นการขายหมูที่ผมคิดว่า โอนะ เพราะกำไรมากพอสมควร แต่คิดอีกที ถ้าไม่ขายผมก็จะยังมีกำไร 29/30 = 97% ในขณะที่ราคาหุ้นยังขึ้นไปไม่ถึงมูลค่าที่แท้จริง 2012Q2 ขอบล่างที่ 68.32 บาท แสดงว่าการ "รักษาต้นทุน" ของเรายังไม่ถูกต้องนักจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข ผมลองเข้าดูกราฟหุ้น STPI อีกทีแล้วสำรวจดูว่า เราพลาดตรงไหน ดูกราฟรายสัปดาห์แล้วก็ไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ ผมเก็บเรื่องนี้ไปคิดแต่ก็คิดไม่ออกจนลืมไปแล้ว วันนี้ตื่นเช้ามาคำตอบก็ผุดขึ้นในใจ ก่อนไปดูคำตอบที่ผมคิดออกและจะนำมาใช้วางแผนการลงทุนต่อไป มาดูตอนผมเข้าก่อนครับว่าผมคิดอย่างไรในตอนนั้น ภาพข้างล่างเป็นกราฟรายวันของ STPI ก่อนการลงทุนผมได้โพสต์ [ investment idea เกี่ยวกับ STPI ] จากนั้นจึงลงมือ [ ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ] ได้มูลค่าที่แท้จริงของ STPI รวมผลประกอบการไตรมาส 2012Q2 ออกมา 68.32 บาท - 79.88 บาท แล้วคอยจนได้โอกาส [ ลงทุนถูกเวลา
      จะเห็นได้ว่า Entry strategy ที่ผมใช้เป็นแผนการเข้าลงทุนที่ค่อนข้างดีและปลอดภัย หลังจากเข้าลงทุนไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่รูปแบบกราฟ [ reverse head and shoulder ] ชี้เป้าไปที่ 56 บาท และ [ Fibonacci retracement ] ชี้เป้าไปที่ 55 - 66 บาท แต่เมื่อเกิด [ สัญญาณลวง ] ผมก็ได้ตัดสินใจขายหมูอ้วนตัวนี้ออกไป ในภาพข้างล่างผมเน้นให้เห็นสัญญาณลวงไว้ด้วยป้าย "False signal" จากที่เล่ามา จะเห็นว่า ที่ผ่านมาแผนการลงทุนของผมไม่ได้วางกฎการขายของหุ้นแต่ละตัวไว้อย่างชัดเจน ทำให้มีโอกาสตัดสินใจเชื่อสัญญาณลวงได้ง่าย ๆ จากประสบการณ์ครั้งนี้ ผมได้รู้ด้วยตนเองว่า การ let profit run นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่เราเข้าใจมาตลอด



     หลังทราบสาเหตุการขายหมูแล้ว คราวนี้มาดูแผนการขายหุ้น หรือ Exit strategy ของ STPI ว่าควรเป็นอย่างไร (ติ๊ดต่างว่าผมยังไม่ได้ขายแม่หมูตัวนี้ออกไป) ในตอนเข้าลงทุน ปัจจัยที่ผมใช้ดูเวลาเหมาะสมที่จะเข้าลงทุนหลังจากได้ทำการดูพื้นฐานเป็นอย่างดีแล้วคือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 75 วัน หรือ SMA75D และการ breakout จากกรอบผืนธงสามเหลี่ยม (หรือจากกรอบชนิดอื่น ๆ เช่น supply line แบบต่าง ๆ) รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านของ MACD จากแดนลบไปยังแดนบวก (MACD -|+) 
     สำหรับตอนขายออกทำกำไรที่จะรับใช้นโยบาย let profit run และ portfolio protection ไปพร้อม ๆ กันควรเป็นอย่างไร สิ่งที่ผุดขึ้นในใจผมเช้าวันนี้คือ "ลองปรับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในกราฟรายวันให้เร็วขึ้นดูซิ !!" ผมรีบเข้า Bigcharts.com เพื่อเปิดดูกราฟรายวันของหุ้น STPI แล้วปรับตั้ง SMA ให้ลดลงจาก 75 วัน จนลดลงมาถึง 21 วัน (ทำไมต้อง 21 วัน? ไม่มีอะไรมากครับ 21 วัน ก็สามสัปดาห์) ได้เป็นเส้น SMA21D สีเหลืองในภาพข้างล่าง จะเห็นว่านับตั้งแต่ผมเข้าซื้อที่ 30 บาทเป็นต้นมา ราคาหุ้นก็ขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นขยักแต่โดยรวมแล้วก็ขึ้นมาตลอด แต่จะกระเพื่อมอย่างไรก็ไม่หลุดเส้น SMA21D ลงมา ประคองกำไรไว้ได้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในภาพผมทำลูกศรแดงเอาไว้แสดงให้เห็นจุดหวาดเสียวสองจุดที่เกือบจะต้องขายทำกำไรออกไป แต่ตราบใดที่ราคาหุ้นยังไม่ตัดเส้นเหลืองลงมาก็ยังไม่ต้องทำอะไร ถ้าย้อนไปดูการแรลลี่ของราคาหุ้น STPI ในรอบที่แล้วช่วง ต.ค. 2011 - ก.พ. 2012 จะเห็นว่าแนวทางเดียวกันนี้ก็ใช้ได้ดีในตอนนั้นด้วยครับ 
     วันนี้ผมได้ความรู้เพิ่มอีก เป็นความรู้ที่มีค่ายิ่ง ซึ่งผมจะได้ปรับแปลงใช้ในการลงทุนต่อไป ถามว่าจำเป็นมั๊ยที่ต้องเป็นเส้น SMA21D ? ตรงนี้ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละตัวซึ่งจะต้องลองปรับดูโดยใช้ดุลพินิจเป็นรายหุ้นไป สุดท้ายถามว่า การขายหุ้นเมื่อราคาหลุดเส้น SMA21D คืออย่างไร เอาราคาหุ้นตอนไหนมาตัดสิน ตอบว่า เอาราคาปิดของวันมาตัดสินครับ แค่การย้อยต่ำกว่าเส้นในระหว่างวันยังไม่พอครับ ต้องรอให้ปิดต่ำกว่าเส้น แล้วค่อย "action" ในวันถัดไปครับ



URL สั้นของหน้านี้คือ http://goo.gl/Cmlco

===================================================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผลระหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

 facebook.com/truestockvalue
 twitter.com/thstockinvest
 gplus.to/chamlaehoon
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"

Monday, November 5, 2012

แผนปกป้องมูลค่าพอร์ตภาคปฏิบัติ

อัพเดตล่าสุด 21 พ.ย. 2014

Short URL = http://bit.ly/WoOMGf

     ผมสรุปประสบการณ์การรักษาต้นทุนของพอร์ตฟอลลิโอไว้เป็นแนวปฏิบัติ โดยให้หน้าเพจนี้เป็นจุดที่จะย้อนกลับมาปรับปรุงแผนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นครับ แผนการรักษาต้นทุนต่อไปนี้ เป็นแผนการลงทุนที่ใช้เงินกู้มาร์จิ้น คือใช้เงินตัวเองซื้อหุ้นครึ่งหนึ่ง และกู้จากโบรกเกอร์อีกครึ่งหนึ่ง เนื่องจากโบรกเกอร์คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาดดังนั้นการกู้เงินมาลงทุนควรทำเฉพาะในขณะที่หุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้นเท่านั้น และหากมีสัญญาณว่าตลาดอาจจะเริ่มมีปัญหา จะต้องรีบใช้คืนหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้หมดโดยทันที หาไม่แล้วไฟจะไหม้บ้านเอาได้ ด้วยนโยบายลงทุน "ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด" จึงใช้มูลค่าพอร์ตที่หักลบหนี้ออกแล้วเป็นตัวชี้วัดที่ต้องเฝ้าติดตามดังกราฟเส้นสีน้ำเงินในภาพข้างล่าง 

แผนการลงทุนถูกเวลามีขั้นตอนดังนี้
  1. ลงทุนในแนวโน้มขาขึ้น เข้าซื้อเมื่อ EMA5D > EMA10D ด้วย กองเงินต้นทุน + กู้มาร์จิ้น
  2. ซื้อเพิ่มด้วยมาร์จิ้นตามเครดิตที่เพิ่มขึ้น จำกัดการขาดทุนของทุกจุดเข้าซื้อที่ระดับ 10%
  3. เมื่อ EMA5D < EMA10D ขายล้างหนี้มาร์จิ้นทันที แล้วค่อยเข้าใหม่เมื่อ EMA5D > EMA10D
  4. หากมูลค่าพอร์ตลดลง 25% จากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ ***ล่าสุด*** ให้ดำเนินตามแผนการรักษาต้นทุนโดยขายล้างพอร์ตทันที แล้วค่อยเข้าใหม่เมื่อ EMA5D > EMA10D

แผนการรักษาต้นทุนมีขั้นตอนดังนี้
  1. บันทึกรายละเอียดการเข้าลงทุนทุกครั้ง หากการลงทุนครั้งใดขาดทุนถึง 10% ต้องขายตัดขาดทุนทันที แสดงว่าเราคิดผิด หรือเข้าไม่ถูกจังหวะ ต้องตัดไฟแต่ต้นลม
  2. ติดตามมูลค่าเงินในพอร์ตที่เป็นส่วนของตนเองล้วน ๆ (หักหนี้ออกไปแล้ว) โดยทุกครั้งที่มูลค่าพอร์ตหักหนี้ ทำจุดสูงสุดใหม่ ให้คำนวณระดับ 75% ของมูลค่าสูงสุด วาดเป็นเส้นแนวนอนสีแดง ในกราฟมูลค่าพอร์ตที่หักหนี้ออกแล้ว
  3. หากมีอะไรเกิดขึ้นทำให้ตลาดการปรับฐานจนมูลค่าพอร์ตหักหนี้ลดต่ำกว่าเส้นแดง หรือลดลง 25% จากมูลค่าพอร์ตสูงสุด ต้องขายล้างพอร์ตเพื่อเก็บเงิน 75% เอาไว้ลงทุนในโอกาสต่อไป เมื่อตลาดเริ่มฟื้นตัว


     ถ้าทำตามแผนลงทุนถูกเวลา และแผนรักษาต้นทุนอย่างเคร่งครัด ในระยะยาวมูลค่าพอร์ตปลอดหนี้ควรจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ  เพราะมีการจำกัดความสูญเสียไว้มากที่สุุด 25% ตลอดเวลา ผมจะคอยอัพเดตกราฟเรื่อย ๆ เพื่อวัดผลดูว่าในระยะยาวมูลค่าพอร์ตจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามสมมุติฐานหรือไม่ครับ


บริการดูกราฟหุ้นตามสั่ง คลิก! ]

==============================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน เพิ่มพูนกระแสเงินสด

มูลค่ากิจการ = ส่วนของเจ้าของ + มูลค่าปัจจุบันของ [ส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลที่ได้รับระหว่างเป็นเจ้าของกิจการ 10 ปี]

ค้นหาในเฟซบุ๊ค "thstockinvest"
ค้นหาในกูเกิล "ลงทุนหุ้นไทย thstockinvest"

Friday, October 26, 2012

แผนการรักษาต้นทุนในภาวะตลาดลูกผีลูกคน

     ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวของดัชนี SET และเงินลงทุนของต่างชาติอย่างสม่ำเสมอ จนเริ่มเห็นชัดว่า ต่างชาติทยอยถอนเงินออกจากตลาดหุ้นจนปริมาณหุ้นในมือนักลงทุนต่างชาติหลุดแนวต้านคือจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ จนผมโพสต์ไปว่า [ ไซเรนดังขึ้นกว่าเดิมแล้ว ควักแผนการเอาชีวิตรอดออกมาเตรียมไว้ได้เลย ] บ่ายวันที่ 26 ต.ค. 2012 ดัชนี SET หลุดจากระดับ Fibonacci 1,282.78# จุดลงไป เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ต้องดำเนินการตามแผนรักษาต้นทุนอย่างเคร่งครัดไม่มีการอิดออดใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วแผนที่ว่ามันหน้าตายังไงกันล่ะ ? ผมเอาตัวอย่างมาให้ดูตามภาพข้างล่างครับ



พอร์ตลงทุนของผมเป็นบัญชีมาร์จิ้น หมายความว่าผมใช้เงินตัวเองซื้อหุ้นครึ่งหนึ่ง และกู้จากโบรกเกอร์อีกครึ่งหนึ่ง เนื่องจากโบรกเกอร์คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาดดังนั้นผมจะกู้เฉพาะในขณะที่หุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้นเท่านั้น และหากเริ่มมีสัญญาณว่าตลาดอาจจะเริ่มมีปัญหา จะต้องรีบใช้คืนหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้หมดโดยทันที หาไม่แล้วไฟจะไหม้บ้านเอาได้ (เคยโดนมาก่อน) ด้วยนโยบายลงทุน "ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด" มูลค่าพอร์ตของผมที่หักลบหนี้ออกแล้วเป็นไปดังกราฟเส้นสีน้ำเงินในภาพข้างบนครับ ผมบันทึกมูลค่าเงินในพอร์ตซึ่งเป็นส่วนของผมล้วน ๆ อย่างไม่สม่ำเสมอ ตามแต่จะนึกขึ้นได้ จุดข้อมูลเลยขาดหายไปเป็นระยะ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะใช้ติดตามความก้าวหน้าของพอร์ตแล้ว นอกจากสัญญาณอันตรายที่ผม "sense" ได้จากการติดตามความเคลื่อนไหวของดัชนี SET และเงินทุนต่างชาติดังได้โพสต์แชร์เพื่อนนักลงทุนอยู่เรื่อย ๆ แล้ว ดูจากพอร์ตของผมเองจะเห็นได้ว่า ในระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลค่าพอร์ตได้พุ่งกระฉูดขึ้นไปอย่างมาก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่เตือนว่า อันตรายอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ ดังนั้นต้องไม่ประมาท ผมได้วางแผนเอาชีวิตรอดโดยการตั้งกฎว่า
  1. หากสัญญาณอันตรายปรากฎชัดเจนแล้ว ต้องทำพอร์ตให้ปลอดหนี้ทันที
  2. ติดตามมูลค่าเงินในพอร์ตที่เป็นส่วนของผมเองล้วน ๆ (หักหนี้พร้อมดอกเบี้ยออกไปแล้ว) โดยทุกครั้งที่มูลค่าพอร์ตปลอดหนี้ ทำจุดสูงสุดใหม่ ผมจะคำนวณระดับของเงินทุนที่ต้องรักษาเอาไว้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยกำหนดไว้ที่ 90% ของมูลค่าสูงสุด วาดเป็นเส้นแนวนอนสีแดงในกราฟ
  3. หากตลาดมีการปรับฐานจนมูลค่าพอร์ตลดต่ำกว่าเส้นสีแดง จะต้องขายล้างพอร์ตเพื่อเก็บเงิน 90% เอาไว้ลงทุนในโอกาสที่ตลาดเลวร้ายสุดขีด หากปรับฐานแต่มูลค่าพอร์ตปลอดหนี้ยังอยู่เหนือเส้นสีแดง ก็ไม่ต้องทำอะไร
หากทำตามแผนทั้งสามข้อนี้อย่างเคร่งครัด ในระยะยาวมูลค่าพอร์ตปลอดหนี้ของผมจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ  เพราะมีการจำกัดความสูญเสียไว้ที่ 10% ตลอดเวลา ในวันนี้ ดัชนี SET ได้หลุดจาก [ แนวรับ Fibonacci 1,282.78# จุด ] ซึ่งผมคิดว่าควรดำเนินตามแผนการรักษาต้นทุนทันที ดังนั้นจึงขายหุ้นบางส่วนทำกำไรใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยคืนให้โบรกเกอร์ การกระทำดังกล่าวทำให้มูลค่าพอร์ตปลอดหนี้ลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อวานนี้ลงมาประมาณ 5% และยังเหลืออีกประมาณ 5% จะลดถึงเส้นสีแดง ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าตลาดจะลงหนักไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้าลดถึงเส้นแดงเมื่อไหร่ ผมต้องล้างพอร์ตเก็บเงินสดไว้ทำทุน ถ้าไม่ถึงเส้นแดงแล้วตลาดฟื้นตัว มูลค่าพอร์ตปลอดหนี้ก็จะไต่กลับขึ้นไปได้อีกครั้ง เนื่องจากเราไม่รู้ว่า อนาคตจะออกมาแบบไหน การจำกัดความเสี่ยงด้วยแผนสามข้อดังกล่าว ก็เหมือนการซื้อประกันรถยนต์ แบบประกันชั้นหนึ่ง นั่นเองครับ หากไม่เกิดอุบัติเหตุ ผมเสียเบี้ยประกันไปฟรี ๆ แต่หากเกิดอุบัติเหตุ ประกันช่วยรับภาระ ขับรถยังทำประกันชั้นหนึ่ง ลงทุนจะไม่ทำประกันเลย หรือทำแค่ พรบ. หรือครับ ?

===================================================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน นำหนุนกระแสเงินสด

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของ (เงินสด + กำไรของผู้ถือหุ้นและเงินปันผลระหว่างถือหุ้น 10 ปี + เงินรับเมื่อขายกิจการทั้งหมด)

ค้นหา "ลงทุนหุ้นไทย"

 facebook.com/truestockvalue
 twitter.com/thstockinvest
 gplus.to/chamlaehoon
หาเพื่อนนักลงทุนในกลุ่มสนทนา " ชำแหละพื้นฐานหุ้น"